ไดอารีที่รัก...
วันนี้ผมอยากจะมาบอกอย่างเป็นทางการว่า
อีกประมาณ 2 สัปดาห์ ผมจะบวชแล้วนะครับ
ที่วัดราชาธิวาสฯ เป็นเวลาประมาณ 15 วัน
นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งคือ...
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือที่เราคุ้นชื่อของท่านว่า พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี
ท่านนัดผมเข้ามาที่สำนักพิมพ์อัมรินทร์ เพื่อไปรับหนังสือพร้อมซีดีที่จะแจกในงานบวช
เป็นหนังสือที่ท่านเขียนเกี่ยวกับความกตัญญู มีชื่อว่า "หนึ่งในร้อย"
ท่านกล่าวว่า การบวชก็ถือเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่
หนังสือเล่มนี้ก็พูดถึงเรื่องของความกตัญญู ที่เปรียบเสมือนความดีอันเป็นที่หนึ่งจากหลายร้อยความดี
...
เมื่อผมเดินทางไปถึงอัมรินทร์ปริ้นท์ติ้ง ผมก็ได้พบกับสถาบันวิมุตตยาลัย
ผมมองไปรอบๆห้อง
เต็มไปด้วยรูปของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ที่ท่านเคยลงหนังสือพิมพ์หรือถ่ายรายการต่างๆ
หนังสือธรรมะ และงานเขียนของท่านทุกเล่ม
ที่นี่เปรียบเสมือนที่ทำงานและโชว์รูมผลงานของท่านก็ว่าได้
และเบื้องหน้าของผม...พระอาจารย์ท่านกำลังอัดรายการทีวีอยู่
พี่เอ๋ หนึ่งในพนักงานของบริษัทที่แสนจะใจดีและต้อนรับผมและคุณแม่อย่างอบอุ่น เล่าให้ฟังว่า
ตอนนี้ท่านกำลังอัดรายการที่จะเป็นการเล่านิทานให้ฟัง แล้วมีพิธีกรที่เป็นเด็กคอยถามปัญหา
ออกอากาศตอนช่วงเช้าๆวันเสาร์
เมื่อท่าานพระอาจารย์อัดรายการเสร็จไปหนึ่งตอน ท่านก็ให้เราเข้าไปสนทนาด้วย
นอกจากนี้แล้ว ท่านยังร่วมอนุโมทนาด้วยการมอบผ้าไตรจีวรให้กับผม และย้ำว่าให้ช่วยใส่ตอนบวชด้วย
ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับมอบจากมือท่านเอง
ท่านยังขออภัยมาด้วย ที่ไม่สามารถไปร่วมงานบวชได้เพราะช่วงนั้นท่านติดภารกิจที่ซิดนีย์
...
ท่านสอนผมว่า การบวชนั้น คือการให้ความสำคัญกับสามสิ่ง
หนึ่ง ตัวเอง
เราเรียนวิชาชีพจบมาแล้ว การบวชก็เหมือนกับเราได้เรียนวิชาชีวิตต่อ
แม้จะเป็นบทเรียนสั้นๆ แต่นี่ก็คือครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราจะได้เรียนรู้วิชาชีวิตนี้
จงตั้งใจ และทำให้ดีที่สุด แม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ
สอง พ่อแม่
การบวชเฉยๆไม่ได้ถือเป็นการทดแทนคุณพ่อแม่
แต่การเป็นพระที่ดี คือการทดแทนคุณพ่อแม่
สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเราคือ ชีวิต
แล้วใครคือผู้ให้ชีวิตเรามา?
นั่นคือ...คุณพ่อ คุณแม่
การที่เรานำชีวิตเราไปทำสิ่งที่ดี เช่นการบวชนี้
นั่นก็เหมือนเป็นการทดแทนคุณ และกตัญญูต่อพ่อแม่เราด้วย
สาม พุทธศาสนา
แม้ 15 วัน จะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ
แต่มันก็ไม่สำคัญว่าระยะเวลาต้องนานเท่าไหร่
มันสำคัญที่ว่า เราตั้งใจและทำตัวอย่างไร
การที่เราได้บวชก็เหมือนเราได้เป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าคนหนึ่ง
ซึ่งเป็นผู้เผยแผ่พุทธศาสนาต่อไป
เปรียบเสมือนเทียนเล่มเล็กๆเล่มหนึ่ง ที่ได้รับการต่อมาจากเทียนเล่มใหญ่
แม้จะอยู่ได้ไม่นาน แต่มันก็มีคุณค่าในการให้แสงสว่างได้
...
หลังจบบทสนทนา ผมและคุณแม่ก็ถวายน้ำผลไม้และปัจจัยให้ท่าน ก่อนที่จะกราบลา
ขณะนั้นก็มีผู้จัดการของดาราคนหนึ่งมาติดต่อท่าน
ชายคนนั้นกล่าวว่า เขาได้ดูรายการของพระอาจารย์แล้วรู้สึกดีมากที่ทำให้คนเข้าถึงธรรมะได้ง่ายขึ้น
และยังมีผู้หญิงอีกคนมาขอเข้าพบอีกเช่นกัน
พระอาจารย์ท่านก็ยังค้างอัดรายการอยู่
จะเห็นว่าท่านมีภารกิจมากเหลือเกิน แต่ท่านก็ทำทุกอย่างด้วยรอยยิ้ม และความมุ่งมั่นมาโดยตลอด
...
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาสัมผัสถึงตัวตนของพระอาจารย์อย่างแท้จริง
ความรู้สึกนี้มันยิ่งกว่าที่เคยได้สัมผัสผ่านสื่อใดๆ
เมื่อผมรับปากท่านมาแล้ว
15 วันที่ผมบวช จะเป็น 15 วันที่คุ้มค่าที่สุดกับครั้งหนึ่งในชีวิต
ขออโหสิกรรมให้กับเพื่อนมนุษย์และสิ่งมีชีวิตผู้ร่วมทุกข์ในโลกนี้ทั้งหลาย
ไว้เจอกันหลังสึกครับ...ทุกท่าน.
แอมมี่ - Ampmie's Blog: ไดอารีที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆในมุมมองของผมเอง และเรื่องต่างๆที่ผมสนใจนำมาเขียนเป็นบทความแบบสบายๆ ...เข้ามาแชร์และพูดคุยกันได้นะครับ :)
2552/03/13
2552/03/05
[OTH003] No Farting!
Posted by
Ampmie SandWhale
เวลา
02:37
วันนี้คุณแฟนเล่าให้ฟังว่าเจออะไรบางอย่างบนรถแท็กซี่
ด้วยไหวพริบอันรวดเร็วของเธอ จึงไม่พลาดที่จะเก็บมาให้ชมกัน
ไม่นานนักผมก็ได้รับ mms ที่มีรูปสิ่งนี้...

เข้าใจถูกแล้วครับ มันคือ "ป้ายห้ามตด" ที่ติดอยู่หลังเบาะหน้าของรถแท็กซี่
แหม...อยากรู้จริงๆ พี่คนขับเขาคิดยังไงถึงแปะไว้
1. ขำๆ ใครเห็นก็ยิ้มได้
หรือเพราะ
2. เคยมีประสบการณ์อันเลวร้ายมาแล้ว
...
จะว่าไปไอ้ป้ายนี้ก็ดังมิใช่น้อย
ผมลองไปถามอากู๋ (google) ว่า "no farting" ออกมาเพียบเลยครับ
และเป็นที่สังเกตว่า ส่วนมากป้ายของฝรั่ง คนในป้ายจะยื่นบั้นท้ายแบบเอาให้รู้เลยว่าจงใจจะตดแน่ๆ
ประมาณนี้...

มีใช้กันจริงๆนะครับ ซีเรียสนะเนี่ย!
ด้วยไหวพริบอันรวดเร็วของเธอ จึงไม่พลาดที่จะเก็บมาให้ชมกัน
ไม่นานนักผมก็ได้รับ mms ที่มีรูปสิ่งนี้...

เข้าใจถูกแล้วครับ มันคือ "ป้ายห้ามตด" ที่ติดอยู่หลังเบาะหน้าของรถแท็กซี่
แหม...อยากรู้จริงๆ พี่คนขับเขาคิดยังไงถึงแปะไว้
1. ขำๆ ใครเห็นก็ยิ้มได้
หรือเพราะ
2. เคยมีประสบการณ์อันเลวร้ายมาแล้ว
...
จะว่าไปไอ้ป้ายนี้ก็ดังมิใช่น้อย
ผมลองไปถามอากู๋ (google) ว่า "no farting" ออกมาเพียบเลยครับ
และเป็นที่สังเกตว่า ส่วนมากป้ายของฝรั่ง คนในป้ายจะยื่นบั้นท้ายแบบเอาให้รู้เลยว่าจงใจจะตดแน่ๆ
ประมาณนี้...

มีใช้กันจริงๆนะครับ ซีเรียสนะเนี่ย!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Labels
diary
(36)
ไดอารี
(25)
food
(13)
EAT
(12)
computer
(10)
ไดอารี่
(8)
ampmie
(6)
music
(6)
other
(6)
life
(5)
รีวิว
(5)
ubuntu
(4)
windows xp
(4)
flag football
(3)
คนไทย
(3)
วันเกิด
(3)
internet
(2)
jack
(2)
linux
(2)
vst
(2)
คนรัก
(2)
ครอบครัว
(2)
ความฝัน
(2)
ความสุข
(2)
ชีวจิต
(2)
ปีใหม่
(2)
มังสวิรัติ
(2)
แพม
(2)
แฟลกฟุตบอล
(2)
ampmie152
(1)
twitter
(1)
ความรัก
(1)