แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไดอารี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไดอารี แสดงบทความทั้งหมด

2556/07/29

139



ไดอารีที่รัก...

หากแม้กลางวันไม่เคยเปลี่ยน
สิ่งที่หมุนเวียนยังคงไม่จาง
ฉันนั่งรอจนฟ้าสาง
แต่กลางคืนที่เลือนลางยังไม่หายไป

เวลาของท้องฟ้าไม่เคยเท่าเทียม
ใครจะรู้ล่ะ?...ถึงสิ่งที่ฉันตระเตรียม

ฉันเคยสงสัย... 
ความทุ่มเทสูญหายเช่นไร?
หรือเพียงยังไม่ถึงเวลาของมัน
หรือเพียงไม่เป็นดั่งจินตนาการอันคับแคบของฉัน
หรือเพียงไม่ปรากฎในจำนวนวัน


หรือเพียงฉัน กับความลำพัง ในบทเรียน. 

ampmie152.
http://ampmie152.blogspot.com/

2556/04/01

138



ไดอารีที่รัก...

วันนี้ วันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2556 ...จุดเริ่มต้นของเดือนเมษายน

นอกจากวันนี้จะเป็นวันเริ่มต้นการทำงานของสัปดาห์ (หรือที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนเปรียบดั่งยาขมกลืนยากเม็ดใหญ่)
วันนี้ยังเป็นก้าวแรกสู่เดือนที่คนไทยคิดถึงอยู่สองสิ่ง 
คือ อากาศ(โคตร)ร้อน และสงกรานต์


ผมนึกถึงคำว่า อากาศร้อน หรือ "ช่วงซัมเมอร์" ทำให้ผมคิดต่อว่า...
นอกจากวันนี้จะเป็นตัวแทนของการปิดเทอมสำหรับนักเรียนไทย
วันนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการเรียนพิเศษแบบเอาเป็นเอาตายของนักเรียนม.ปลาย และอีกไม่กี่ปี นักเรียนเหล่านั้นก็จะใช้วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกงานเช่นกัน


ผมนึกถึงคำว่า "ทำงาน" ทำให้ผมคิดต่อว่า...
นอกจากวันนี้จะเป็นวันที่นักศึกษาเริ่มต้นฝึกงานแล้ว
ย้อนไปเมื่อ 1 ปีก่อน วันนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมเริ่มทำงานให้ Orcsoft และ KCS

ถือเป็นหนึ่งปีที่ผมได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นมากมาย
กับการทำงานลำดับที่ 4 ในชีวิตการทำงานของผม
เพราะไม่เคยมีที่ใดที่ผมทำงานแล้ว สบาย
ผมเจอกับงานที่หนักและยุ่งมาทั้งชีวิต และมันก็คงเป็นเช่นนี้ต่อไป
นั่นคือ เรื่องธรรมดา

หากแต่หนึ่งปีที่ผ่านมา มันไม่ง่ายเลยที่จะประคองสถานภาพของการทำงานหนักเช่นเดิมแล้วบวกเพิ่มด้วยการเรียนปริญญาโท

เป็นเวลาเกือบสองปีแล้ว ที่ผมเปลี่ยนช่วงเวลาแห่งสุดสัปดาห์ที่เคยถูกใช้เป็นเวลาพักผ่อน
เพื่อมาเรียน อ่านหนังสือ ทำรายงาน และสอบ

วันธรรมดาทำงาน เลิกงาน กลับมาทำงานจากที่เรียนต่อ
เสาร์-อาทิตย์ เรียน ทำงานจากที่เรียน
วันจันทร์ตื่นเช้าไปทำงาน

แม้จะเป็นลูปที่เหนื่อย แต่ผมมองว่านี่คือการลงทุนที่คุ้มค่า
และนี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมมากที่สุด

เราทุกคนต่างมีเหตุผลและจุดหมายในชีวิตที่แตกต่างกันออกไป
นั่นไม่สำคัญว่ามันจะต้องถูกใจใคร
หรือใครจะต้องมองเห็นสิ่งที่เรามองเห็นเป็นภาพเดียวกัน

วันนี้อาจเป็นวันที่ยากลำบากของผม ของคุณ หรือของใคร
แต่เมื่อเราอดทนก้าวผ่านมันไปได้
วันนี้ก็คือ ครู ที่เราสร้างมาเพื่อสอนตัวเราเอง


ผมนึกถึงคำว่า "เริ่มทำงาน" ทำให้ผมคิดต่อว่า...

วันนี้ วันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2556 ...จุดเริ่มต้นของเดือนเมษายน.




ampmie152.
http://ampmie152.blogspot.com/

2555/07/04

137


ไดอารีที่รัก...

เวลา 12.38น. 
วันนี้ผมเดินไปทานอาหารกลางวันที่ร้านข้าวแกงเล็กๆ ไม่ไกลจากออฟฟิศ
เนื่องด้วยเวลาที่ล่วงเลยไปนานพอสมควรจากเลข 12 
ทำให้กับข้าวตามร้านต่างๆแถวนี้ ที่จะต้องรองรับพนักงานบริษัทมากมายนั้นหมดลงอย่างไม่ต้องแปลกใจ

...

ร้านข้าวแกงร้านนี้ปกติคุณป้าเจ้าของร้านก็จะทำกับข้าวไม่เยอะมากนัก
ผมเคยเห็นมากสุดจะมีประมาณ 3-4 อย่าง
และมีถาดวางไข่ดาว กุนเชียง หมูยอทอด อะไรที่กินง่ายๆให้เลือกเสริมอยู่เป็นประจำ

สำหรับร้านนี้ ผมเคยกินมาหลายครั้งแล้ว
บางครั้งก็ชอบ ที่รสชาติถือว่าดี และข้าวสวยที่ร้อนๆ รู้สึกว่าข้าวที่ร้านนี้อร่อยดี
บางครั้งก็ไม่ชอบ เพราะเคยมีครั้งหนึ่ง สั่งกับสองอย่าง ป้าแกตักอย่างนึงให้ ผมก้มลงกำลังจะหยิบเงิน
เงยหน้ามาอีกที ป้ายื่นจานมาให้ แล้วผมอึ้งไปสักพัก เพราะกับข้าวอย่างที่สองมันน้อยมากจนผมเข้าใจผิดว่าป้ายังไม่ได้ตักอย่างที่สอง

เอาน่า...ก็เจ๊าๆกันไป
แต่สิ่งที่ผมอยากจะหยิบมาพูดถึงคือเรื่องเล็กๆต่อไปนี้มากกว่าครับ...

2555/05/30

136

ไดอารี่ที่รัก...

สวัสดี เช้าวันพุธ,
ผมเกิดวันพุธ,
และผมก็ชอบสีเขียว.


ampmie152.
http://ampmie152.blogspot.com/

2555/01/04

135


ไดอารี่ที่รัก...

ผมใช้แก้วน้ำที่มีหู
บางครั้งผมก็ไม่สนใจที่จะใช้หู
ผมจับแก้วทั้งใบอย่างเต็มมือ

ถ้าถามผมว่าทำไมถึงเลือกใช้แก้วที่มีหู?
ผมคงจะตอบว่า "ไม่รู้เหมือนกัน"
เพราะไม่ได้ใส่ใจว่า มันมีหู จึงเลือก เพราะใช้หู


สมัยเด็กๆ คุณพ่อผมเคยถามว่า
"ทำไมถึงเลือกเล่นเบส? ทำไมไม่เล่นอย่างอื่น?"
ผมตอบว่า "ไม่รู้เหมือนกัน"
แต่สุดท้ายคุณพ่อก็ไม่ยอม พยายามจะให้ผมหาเหตุผลมาตอบให้ได้

ผมแถไปว่า "เบสมันเหมือนแกนกลางของวง มันเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมทำนองและจังหวะ"
คุณพ่อได้ยินจึงรู้สึกชื่นชม
แต่ในใจผมกลับยังไม่เจอเหตุผลที่แท้จริง


มาวันนี้ผมจึงเข้าใจว่า 
แท้จริงไม่มีเหตุผลใด ที่ผมจะเลือกเล่นเบส
เบสแค่เป็นเครื่องดนตรีหนึ่ง ที่ถูกผมหยิบขึ้นมาเล่นก่อน
จริงๆคือ ผมอยากเล่นดนตรี ผมอยากลองเล่นแม่งทุกอย่าง
มันแค่ดวงซวย โดนผมหยิบขึ้นมาเล่นก่อน
แค่นั้น...จริงๆ


ถ้าคุณถามอะไรผม
แล้วผมตอบว่า "ไม่รู้เหมือนกัน"
โปรดอย่าคิดว่าผมกวนตีนเลยครับ

เพราะบางครั้ง...ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน :)


ampmie152.
http://ampmie152.blogspot.com/

2554/05/25

134

25 พฤษภาคม 2554

ไดอารีที่รัก...

สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรดีไปกว่า
การได้เห็นรอยยิ้มของคนที่เรารักกลับมา
...แม้เธอจะไม่กลับมาก็ตาม. 


:)

ขอบคุณป๊า คุณแม่ พี่โอม ญาติๆทุกคน เพื่อนๆทุกคน
ที่คอยเป็นกำลังใจให้เสมอมา
ถ้าไม่ได้ทุกคน
วันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะไปอยู่ที่ไหน

ขอบคุณพระพุทธเจ้า ผู้ชี้แนะให้เรารู้ว่า ทุกข์ คืออะไร?
และผู้คอยย้ำเตือนให้เรามี สติ ในทุกลมหายใจที่เข้าออก

เมื่อทุกสิ่งนั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
ชีวิตเรานั้นก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าลมหายใจที่เข้าแล้วออก
วันใดที่เข้าแล้วไม่ออก
วันใดที่ออกแล้วไม่เข้า
เมื่อนั้นชีวิตก็จบลง
ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนี้

ตอนนี้เรารู้ตัวว่ายังหายใจ
ก็จงพัฒนาตนให้ดีมีคุณค่ายิ่งขึ้นไป
อย่างน้อย ถ้าความรักครั้งถัดไปจะเข้ามา
เราก็จะทำได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม

ขอบคุณพระเจ้า และคริสเตียนที่น่ารักทุกคน
ผมก็ยังเชื่อว่า พระเจ้าสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราไว้แล้ว :)

...

ขอบคุณทุกคนอีกครั้ง
เวลาจะทำให้ผมค่อยๆดีขึ้นเอง
แม้มันจะนานเป็นปี
หรืออีกหลายๆๆปีก็ตาม

...เพราะมันคือความจริง
ที่ชีวิตต้องผ่าน.


ampmie152.
http://ampmie152.blogspot.com/

2554/03/12

133

12 มีนาคม 2554

ไดอารีที่รัก

ในที่สุด ผมก็ต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กว่า 2 ปี กับอีก 25 วัน ของการที่มีเธออยู่เคียงข้าง
ไม่ว่าทุกข์หรือสุข
หัวเราะหรือร้องไห้

เธอดีกับผมเสมอมา

นับตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน...

...จนวันสุดท้ายที่เธอเดินออกไป.

...

มันเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ
ที่ผมมีความสุขมากจริงๆ
การที่ได้รักกับคนที่ดีแบบเธอนี้

เป็นความทรงจำที่ผมจะได้จดจำจนวันตาย
ว่าครั้งหนึ่ง ได้เคยคบกับผู้หญิงที่น่ารักที่สุดคนนี้

ผมมีความสุขทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มของเธอ
แม้สุดท้าย ผมอาจจะไม่ได้เห็นมันอีก
แต่อย่างน้อยก็ขอให้มันอยู่กับเธอตลอดไป
เพราะรอยยิ้มของเธอนั้นมีค่าเหลือเกิน

ทุกๆครั้งที่เห็นเธอมีความสุข
เธอจะพูดไม่ค่อยเก่ง
เธอเพียงยิ้มให้ฉัน
เท่านั้นเอง
ผมมีความสุขมากพอแล้วจริงๆ

...

เธอไม่เคยโกหก
เธอไม่เคยหลอกลวง
เธอไม่เคยทำให้ผมต้องเสียใจ
เธออยู่เคียงข้าง
เธอเข้าใจผมเสมอมา

จนวันสุดท้ายของเรา
เธอก็ยังไม่คิดจะโกหกผม :)

ขอบคุณนะ สำหรับช่วงเวลาดีๆที่ผ่านมา

...

เธอกำลังจะมีความสุขในทางเดินของเธอ
ผมยินดีกับเธอด้วย
เพราะผมเชื่อใจ และเคารพเธอมาก
นั่นหมายถึงทุกการตัดสินใจของเธอ
สิ่งที่เธอได้เลือกแล้ว
เมื่อสิ่งนั้นคือความสุขของเธอ
ผมยินดีที่เธอจะได้เจอกับสิ่งที่เธอชอบ

มันก็เหลือแค่ตัวผมเอง
ที่จะต้องทำใจยอมรับ
มันทรมานเหลือเกิน
เมื่อภาพวันเก่าๆของเรา ย้อนกลับมาในหัวทุกครั้ง
ผมจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ผมกินข้าวไม่ลงคือเมื่อไหร่
ไม่ว่าจะทำอะไร อยู่ๆมันก็มีน้ำตาออกมา
มันทรมานเหลือเกิน
ที่ได้รู้ว่า
มันจะไม่มีภาพของวันเหล่านั้นให้ได้พบเจออีกแล้ว

...

ผมไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
เพราะเธอคือ สิ่งยึดเหนี่ยว ที่ทำให้ผมตั้งใจคิดดี ทำดี เพื่อเธอมาตลอด
มาวันนี้ เธอไม่อยู่แล้ว
ผมต้องยืนหยัดสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเอง
ใช่แล้ว...ผมอ่อนแอกว่าที่คิดจริงๆ

...

ครั้งหนึ่งในชีวิต
ที่ได้เดินเคียงข้างกับเธอคนนี้
อยากบอกว่า มันมีค่ามากมาย
เธอคือคนแรกที่ผมคิดจะหยุดชีวิตนี้อยู่กับเธอ
แต่เมื่อสิ่งนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้แล้ว
ชีวิตผมก็ต้องดำเนินต่อไป
แม้ว่าในชีวิตนี้ อาจจะไม่ได้เจอใครที่ดีเท่าเธอแล้ว
ผมก็ต้องยอมรับมัน

หากคุณคือผู้โชคดีที่ได้เดินทางมาพบกับเธอ
จงรักและดูแลเธอให้ดี
เพราะเธอจะดีกับคุณมากจริงๆ
ดังเช่นครั้งหนึ่งที่ผมได้พบเจอมา

อย่างน้อยก็ได้ภูมิใจว่า...

ครั้งหนึ่งในชีวิต
ผมได้คบกับคนที่ดีจริงๆ

ครั้งหนึ่งในชีวิต
ที่คนดีๆอย่างเธอ เคยรักผมมาก

และทั้งหมดนั้น...คือครั้งหนึ่ง
ที่ได้คบกับเธอ...แพม.


ampmie152.
http://ampmie152.blogspot.com/

2553/12/29

132


ไดอารีที่รัก

เมื่อเราเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน
เรามักจะมีช่วงเวลาสั้นๆในการหยุดนิ่ง
ให้ลองมองย้อนกลับไป
แล้วมองต่อไปข้างหน้า

อะไรกำลังรอเราอยู่นะ?

...

เมื่อคืนที่ผ่านมานี้
ถือเป็นวันที่ผมบอกลาอาชีพโปรแกรมเมอร์อย่างเป็นทางการ
และก็คงเป็นไปได้ยากเสียแล้ว ที่ชีวิตของผมจะได้กลับมาประกอบอาชีพนี้อีกครั้ง

ที่พูดแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผมมีความคิดในแง่ลบอะไรหรอกนะครับ
จริงอยู่ที่การเขียนโปรแกรม เป็นงานที่ผมเรียนจบมาโดยตรง
แต่อันที่จริงแล้วผมก็รู้ตัวดีว่า มันก็เป็นสิ่งที่เราอยู่กับมันได้
แต่ไม่ได้สนุกไปกับมันแบบ "เกินร้อย"

ที่ผมใช้คำว่า "เกินร้อย" นั้นหมายความว่า
ถ้าผมสนุกกับงานเขียนโปรแกรมได้มากที่สุดคือร้อยเปอร์เซนต์
นั่นถือว่าดี
แต่ผมก็ยังอยากทำงานที่ผมสนุกกับมันได้เกินร้อยมากกว่า

...

ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปี 8 เดือน ที่แล้ว
ผมเดินทางมาหยุดอยู่หน้าโฮมออฟฟิศขนาดเล็ก บรรยากาศร่มรื่น
ดูอินดี้และไม่น่าจะเป็นลุคของบริษัทที่ทำงานกับต่างชาติเสียเท่าไหร่
ป้ายสีดำ ถูกตัวอักษรสีขาวที่เฉียบคม นอนพาดเป็นตัวอักษรว่า "Yannix"
ที่นี่คือที่ทำงานแห่งแรกของผมครับ

จากวันนั้นจนถึงวันนี้
ผมค่อยๆถูกสังคมของที่ Yannix หล่อหลอม จนแทบไม่รู้สึกตัว
กว่าจะรู้สึกตัวอีกที ผมก็คือสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวที่อบอุ่นนี้ไปเสียแล้ว

นี่คือบริษัท นี่คือที่ๆทำธุรกิจ
แต่ที่นี่ไม่ได้มีแค่คำว่า เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า และลูกน้อง อย่างที่อื่นมี
ที่นี่มีคำว่า "ครอบครัว"
ผมรู้สึกเหมือนกับว่าทุกคนที่นี่อยู่กันแบบธรรมชาติ
มันไม่ต้องมีอะไรให้มากมายในการใช้ชีวิตร่วมกันในที่แห่งนี้
จริงใจและแบ่งปัน เหมือนอย่างที่คุณทำกับครอบครัวของคุณ

ผมรู้สึกโชคดีมาก ที่ได้ร่วมงานกับทุกคนในบริษัทนี้
มันเป็นยิ่งกว่าประสบการณ์ทำงาน
เพราะมันคือ "สังคม"
สังคมหนึ่ง ที่เป็นส่วนสำคัญในชีวิตผม

หลายคนที่ต้องเดินผ่านที่นี่ไป
ต่างก็เคยเล่าให้ผมฟังว่า
"เพื่อนร่วมงานที่นี่สุดยอดแล้ว"
ครับ...ผมเห็นด้วยอย่างที่สุด

ผมเคยได้ยินผู้คนมากมาย บ่นถึงปัญหาพฤติกรรมของผู้ร่วมงานในบริษัทต่างๆ
ซึ่งก็เลวร้ายมากน้อยต่างกันไป
แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมของบริษัทผมเลย
จนทำให้ผมยิ่งคิดไปได้อีกว่า

"เห้ย...กูจะหาบริษัทที่มีเพื่อนร่วมงานที่ดีแบบนี้ได้ที่ไหนอีกวะเนี่ย?"

เมื่อเวลาผ่านไป
จากโฮมออฟฟิศเล็กๆ ก็กลายมาเป็นออฟฟิศแบบเต็มตัวมากขึ้น
เรามีครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น
แต่ความอบอุ่นนั้นไม่เคยลดลงแม้แต่น้อย

ผมอยากจะขอบคุณทุกๆคนในบริษัท
ทุกๆคนคือครูของผม ทุกๆคนทำให้ผมเติบโต
ผมได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง

ความรู้
ประสบการณ์
วัฒนธรรม
ความรู้สึก

แน่นอน...สิ่งเหล่านี้มันไม่มีขายในร้านสะดวกซื้อ.

...

งานเลี้ยงอำลาของผมและเพื่อนอีกคนหนึ่ง ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่หน้าบริษัท
ผมและเพื่อนๆที่บริษัทที่เล่นดนตรีด้วยกัน ขนเครื่องดนตรีและอุปกรณ์มากันแบบครบเครื่อง เพื่อที่จะเล่นดนตรีในคืนนี้
นี่อาจจะเป็นการแสดงสดครั้งสุดท้ายของผมที่นี่ ผมตั้งใจอยากให้ทุกคนสนุกกับมัน

...

เมื่อเสียงเพลงในงานเลี้ยงคืนนี้จบลง
มันก็ถึงเวลาที่ผมจะต้องบรรเลงเพลงถัดไปให้กับชีวิตแล้ว

ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ ก็จงอิมโพรไวส์มันต่อไป

ด้วยจิตวิญญาณที่ฉันมี :)



ampmie152.
http://ampmie152.blogspot.com/

2553/11/21

131.1

ไดอารีที่รัก...

ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ความคิดถึงและอารมณ์ที่ฉันสร้างขึ้น
มันถูกส่งผ่านไปด้วยคลื่นความถี่ใด?

การรอคอยนั้นสิ้นสุดลง
ฉันได้พบกับสิ่งที่มีค่านั้นอีกครั้ง
ดีใจจนอยากจะร้องไห้ คือนิยามของมัน

เท่านี้เองแหละ
ที่ฉันต้องการ
มันคืออีกล้านล้านกำลังใจที่เกิดขึ้นในใจฉัน

เท่านั้นเองแหละ
ที่ฉันเฝ้าคอย
มันคือยางลบก้อนใหญ่ที่สุด ที่ลบล้างความเศร้าทั้งหลายที่เคยมีไปจนหมด

เมื่อสายธารไหลมาอีกครั้ง
ชีวิตนั้นก็กลับมาสวยงาม
และมันจะงอกงามอย่างยั่งยืน

ถ้าวันนี้ฉันนอนแล้วฝันดี
ฉันขอปฏิเสธเสียดีกว่า

เพราะแม้แต่ฝันที่ดีที่สุดของฉัน
ก็เทียบไม่ได้เลย
กับความจริงในตอนนี้.

ampmie152.
http://ampmie152.blogspot.com/

131

ไดอารีที่รัก...

เมื่อสุดท้ายแล้วที่คิดว่าฉันจะเข้มแข็ง
คือเวลาเดียวกันกับความโหยหา
อ้อมกอดที่อบอุ่นจากใครคนหนึ่ง
ที่ฉันไม่ได้รับมันมานานมากแล้ว
...นานเหลือเกิน.

ก็ยังดี...ที่ไดอารี่ของฉันยังคงมีพื้นที่ให้กับฉันเสมอมา
พื้นที่ ที่เมื่อไหร่ที่ฉันกลับมา มันก็ยังยิ้มให้ฉันเสมอ

ศัตรูของฉัน อาจเป็นแค่ความเพิกเฉย
แต่เมื่อมองไปหารากของมันทีไรก็ทำให้ฉันยิ่งเข่าอ่อน

มาวันนี้ฉันสงสารตัวเองอย่างสุดขั้ว
ถึงไม่รู้ว่าขั้วโลกเหนือหนาวแค่ไหน
แต่ฉันก็เชื่อว่ามันคั่วตัวฉันไปนานแล้ว

การเปลี่ยนแปลงยังคงดำเนินต่อไป
เสียงย่องของมันแผ่วเบา
เบาเกินกว่าที่ใครสักคนจะได้ยิน
และหากไม่ใส่ใจ ก็จะไม่มีวันได้ยิน

สามเดือนแล้ว สี่เดือนแล้ว
ฉันยังคงหายใจ
ทำทุกวันให้ดีกว่าเมื่อวาน
ด้วยความคาดหวังว่าสักวันมันจะกลับมาดีเหมือนเก่า
บทเรียนที่ฉันได้คือ
อย่าคาดหวังอะไรจากวันเก่าๆอีกเลย

ชินชาไปกับการล้มลุก
นอนฝันถึงบวกสิบและตื่นมารับลบร้อย
รู้ดีว่าเรี่ยวแรงเริ่มจะเหลือน้อย

แต่ฉันนี่แหละ...ที่จะพิสูจน์ให้ดู
ก็ให้มันรู้ไปสิ
อย่างมากชีวิตก็แค่ถูกถีบส่งให้ไปตายอย่างโดดเดี่ยว
...เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

อย่างน้อยน่ะหรือ?

อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า ฉันสามารถเป็นคนที่ดีได้มากกว่าที่ฉันคิดมากๆ
และมันคงน่าเสียดายจริงๆนะ
ที่ไม่มีใครเห็นคุณค่าของมันเลย

น่าเสียดายจริงๆ.

ทุกอย่างนั้นย่อมมีเวลาของมัน
เมื่อเวลานั้นหมดลง
ก็น่าเสียดายจริงๆ
ที่คุณจะย้อนมันกลับคืนไม่ได้แล้ว

น่าเสียดายจริงๆ.

ampmie152.
http://ampmie152.blogspot.com/

2553/07/14

130

ไดอารีที่รัก...

วันนี้กระผมจะขอลองเขียนแบบ 'ข่าวสั้นทันโลก' ดูสักที
ขอออกตัวเลยก็แล้วกัน!

...

เรื่องแรก...
จากใน twitter ของผม จะมีเว็บไซต์หมอดูมาคอยทวีตฟันธงเรื่องราวเหตุการณ์เด่นๆ ประจำวันอยู่เสมอ
ที่เห็นได้ชัดคือ ฟุตบอลโลก 2010 ที่เพิ่งจบไปสดๆร้อนๆ

เขาก็เขียนบทความ ดูดวง ประมาณว่า ทีมนั้นทีมนี้ตำแหน่งดาวดี แต่เอ๊ะ...สีเสื้อไม่ค่อยดี
บลาบลาบลา...สุดท้ายโหรฯขอ 'ฟันธง' ว่า ทีมนี้มีโอกาสชนะทีมนั้น 45-55%
เห้ยย!...45-55%!?! นี่ใช้คำว่าฟันธงรึ!?!
ไม่ต้องทายก็ได้มั้ง...นี่มัน ก็ไม่ต่างกับการเดาสุ่มแบบ 50-50 นี่หว่า!!!
แถวบ้านผมไม่ได้เรียก 'ฟันธง' ครับ
เค้าเรียกว่า 'แทงกั๊ก'

...

เรื่องที่สอง...
การที่คนเราเห็นคนอื่นทำในสิ่งที่ตนคิดว่าไม่เหมาะสม
ความรู้สึกต่อต้านจะเกิดขึ้นมาในขณะแรก
แต่ต่อมาไม่นานกลับเป็นความรู้สึก ที่คิดว่า "ถ้างั้นเราก็ทำได้บ้างดิ" แทน
อันนี้แสดงว่าจิตใจยังไม่เข้มแข็งพอ ถูกชักจูงได้ง่าย
ตัวอย่างที่ไม่ดี ก็มีไว้ให้เห็นว่าไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง
ไม่ใช่ว่า เห็นตัวอย่างที่ไม่ดีก็ไปคิดว่าจะทำได้บ้าง ไม่เห็นเสียหายอะไร
คิดอย่างงี้ประเทศชาติจะจมเหวเอาง่ายๆนะครับ

...

เรื่อง สุดท้าย...
...ช่องโหว่ของการคิดราคาอาหารตามสั่งกับไข่ดาว...
เรื่องมันมีอยู่ว่า สมัยผมเรียนมหาวิทยาลัย(ฟังดูน๊านนานน~)
สั่งข้าวร้านอาหารตามสั่งแถวหอพักกิน
วันหนึ่งเคยสั่ง หมูกระเทียมราดข้าว + ไข่ดาว = ราคา 30 บาท
เกิดจาก...ราคาอาหารปกติ 25 บาท + ไข่ดาว 5 บาท
วันดีคืนดีก็อยากกินแบบผัดไข่บ้างอะไรบ้าง
สั่งเป็น 'หมูผัดไข่ราดข้าว'
พอคราวนี้กลับคิดราคาแค่ 25 บาท เปรียบเสมือนราคาอาหารจานปกติซะอย่างงั้น

อีกเมนูที่เจอบ่อยคือ 'ข้าวผัด'
เพราะโดยสามัญสำนึกทั่วไปของข้าวผัดแล้ว ก็มักจะต้องใส่ไข่เป็นพื้นฐาน
(อันนี้ไม่นับพวกข้าวผัดอเมริกัน ข้าวผัดน้ำพริก อะไรทำนองนั้นนะครับ )
ถ้าสั่งข้าวผัดหมู ข้าวผัดไก่ จะคิดราคา 25 บาท
ถ้าสั่งกระเพราคลุกข้าว (ก็คือเอาข้าวลงไปผัด) แล้ว +ไข่ดาว จะโดนคิด 30 บาท

ไม่ทราบว่ามีใครเคยเจอบ้างหรือเปล่า?
แต่เดี๋ยวนี้ผมก็ไม่ค่อยเจอแล้วครับ :)

ampmie152.
http://ampmie152.blogspot.com/

2553/05/19

129

ไดอารีที่รัก

คงเป็นเพราะเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ผมยังไม่โตพอที่จะรับรู้ความรู้สึกเช่นนี้

วันนี้มันถึงวนมาอีกรอบ ให้ผมและทุกท่านได้สัมผัสกันแล้ว

...

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกได้ว่าอยู่ในช่วง curfew อย่างเป็นทางการครับ

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2553
ท้องฟ้าดูครึ้มๆ เหมือนคนตีหน้าเศร้า
วันนี้ผมเลิกงานเร็วที่สุดตั้งแต่ที่เข้าทำงานมา 1 ปี
ผมขับรถกลับบ้านพร้อมกับความคิดที่แล่นแข่งกับรถบนถนน
ดูท่าว่าความคิดจะแซงรถไปเสียแล้ว เพราะวันนี้รถติดมากเหลือเกิน
ผู้คนแห่กันกลับบ้าน หลังทราบข่าวประกาศเคอร์ฟิวเวลา 20.00 น.




ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร ร้านค้า สถาบันต่างๆ ถูกเผาทำลายกันเป็นว่าเล่น
ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมคนเหล่านั้นจึงรู้สึกสนุกสนานเมื่อสามารถเผาทำลายบ้านเมืองของประเทศตัวเองได้?
ปล้นทรัพย์ เผาเมือง ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ทำร้ายร่างกายผู้อื่น
เขาจะเคยคิดกันบ้างไหมว่า ถ้านั่นคือบ้านของคุณ ครอบครัวของคุณ เขาจะรู้สึกอย่างไร?

ภาพของปั๊มน้ำมันที่ชินตา แออัดไปด้วยรถจำนวนมากจนต้องต่อคิวยาวออกมาถึงถนน
สีหน้าของผู้คนจำนวนมากที่ยืนรอรถประจำทางที่ป้าย บ่งบอกถึงความรู้สึกอันไม่ปลอดภัยในชีวิตของพวกเขา
ร้าน 7-11 มีคนต่อคิวยาวเหยียด เหลือเพียงชั้นวางสินค้าที่ดูว่างเปล่าสะอาดตา
และใครที่ท้าต่อยกันไว้หลัง 7-11 ปิด นี่ก็คือโอกาสของคุณแล้ว!
...แผ่นกระดาษขนาด A4 ถูกติดไว้ที่ปนะตูเขียนว่า ร้านปิด 18.00น.
เปิดดูในทีวีพบว่ามีช่องหนึ่งจอนิ่งไปแล้ว
อีกหลายช่องถูกประโคมไปด้วย mv ปลุกใจรักชาติอย่างต่อเนื่อง

กระแสข่าวใน social network เต็มไปด้วยเรื่องของความเสียหายและการเอาตัวรอดในสถานการณ์วันนี้
เริ่มมีการแนะนำให้กักตุนอาหารและน้ำดื่ม บ้างก็แนะนำให้ถอนเงินสดเก็บไว้
จนไปถึงการตัดสัญญาณโทรศัพท์ บ้างก็ลือกันไปถึงเรื่องของการตัดสาธารณูปโภคต่างๆ รวมไปถึงอินเตอร์เน็ต

สายโทรศัพท์จากต่างประเทศ โทรเข้ามาติดๆกันสองครั้งโดยไม่ได้นัดหมาย
นั่นคือครอบครัวของผมเอง ขอบคุณครับ...ตอนนี้ผมสบายดี :)
และผมดีใจที่อย่างน้อยครอบครัวผมก็ยังไม่ต้องมาสัมผัสกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้...อย่างน้อยก็ในวันนี้

ผมไม่รู้ว่าต่อจากนาทีนี้ไปเหตุการณ์จะยิ่งร้ายแรงไปอีกแค่ไหน
แต่ผมขอให้ทุกคน อยู่รอดปลอดภัยและผ่านคืนนี้ไปด้วยกันครับ

เตรียมใจและตั้งสติไว้ให้พร้อมอยู่เสมอ กับการก่อการร้ายอีกหลายครั้งนับจากนี้ไป
เพราะเรายังจะต้องเจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ไปอีกนาน
นานมากครับ...จนกว่าคนไทยจะประสานเป็นหนึ่งกันได้อีกครั้ง
อดทนและเมตตา อย่าให้กระแสความเกลียดชังเข้ามาขโมยจิตใจของคุณไป
ความเป็นหนึ่ง...เริ่มที่ใจของตัวทุกคนเองครับ

...

เลือกตั้ง...ยังมีอีกหลายครั้ง
นายกฯ...ยังมีอีกหลายคน
พรรคการเมือง...เปลี่ยนขั้วกันได้หลายหน
แต่ชีวิตคน...มีครั้งเดียว.

...กลับบ้านกันเถอะครับ คนไทย.

ampmie152.
http://ampmie152.blogspot.com/

2553/04/29

128

ไดอารีที่รัก

...

case1:
ชายคนหนึ่ง (นาย A)กำลังรีบวิ่งขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อที่จะกลับบ้านในตอนค่ำ
วันนั้นรถไฟฟ้าปิดเร็วกว่าปกติ
ก่อนถึงทางขึ้นบันไดสถานี เขาถูกกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง (กลุ่ม X) กักตัวไว้เพื่อขอค้นตัว
ทั้งๆที่ กลุ่ม X นั้นไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมายอะไรเลยในการตรวจค้น
นาย A ก็ยังยอมให้ตรวจโดยดี
หลังจากตรวจเสร็จก็ไม่พบอะไรผิดปกติ
นาย A จึงรีบวิ่งขึ้นสถานีรถไฟฟ้าเพราะเกรงว่าจะไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้าย
ทันใดนั้นกลุ่ม X ก็กรูกันขึ้นมาล็อคตัวและทำร้ายร่างกายนาย A
หลังจากนั้นจึงพาตัวนาย A ไปกักไว้ที่รังของกลุ่ม X ก่อนจะปล่อยตัวในเวลาถัดมา

...

case2:
นางสาว B เป็นแพทย์ที่ต้องไปประจำที่ต่างจังหวัด
ระหว่างทางขับรถไปโรงพยาบาลนั้นเอง
ก็ได้พบกับด่านตรวจของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง(กลุ่ม X )
ทั้งๆที่ กลุ่ม X นั้นไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมายอะไรเลยในการตรวจค้น
เนื่องด้วยเวลานั้นเป็นยามวิกาลประกอบกับนางสาว B เป็นผู้หญิงขับรถมาตัวคนเดียว
การจะจอดรถให้กลุ่ม X ทำการตรวจค้น อาจเป็นอันตรายกับตนได้
นางสาว B จึงเพียงบอกไปว่าตนเป็นแพทย์ จะมาทำงาน ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร
กลุ่ม X ไม่ยอม พูดจาข่มขู่นางสาว B และเริ่มทุบทำลายรถของนางสาว B
โชคดีที่นางสาว B สามารถขับรถฝ่าออกมาได้และไปขอความช่วยเหลือที่สถานีตำรวจในเวลาถัดมา

...

จากสองกรณีข้างต้นที่ผมยกมานั้นมาจากเรื่องจริงครับ
ส่วนรายละเอียดในการเล่า ผมตีความมาจากแหล่งข่าวที่ผมได้รับมาอีกที
โปรดใช้วิจารณญาณในการเชื่อ ไม่ต้องเชื่อก็ได้ว่านี่เป็นเรื่องจริงถ้าคุณคิดว่าผมมั่ว
( ถ้านี่ไม่ใช่เรื่องจริงผมก็จะดีใจมากเช่นกันครับ )

เอาล่ะ...จะยังไงก็แล้วแต่
เราพักเรื่องจริงไม่จริงของข่าวที่ผมหยิบยกมานี้ไว้ก่อน
ผมต่อให้ก็ได้ครับ
ผมต่อให้เรื่องที่ผมเล่าเป็นเรื่องสมมุติละกัน
เอาล่ะ...ทีนี้ลองคิดตาม

- กลุ่ม X เป็นใครผมไม่สน แต่ใครก็ตามที่กระทำแบบกลุ่ม X ท่านคิดว่าถูกต้องหรือเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ?
- นาย A และ นางสาว B เป็นใครผมไม่รู้ แต่ถ้าคุณเป็นตัวละครเหล่านี้เสียเอง ท่านคิดว่าท่านจะรู้สึกอย่างไร ?

...

เศร้าใจเหลือเกิน
เมืองเกิดที่ผมกำลังใช้ชีวิตอยู่ขณะนี้
ไม่มีกฎหมายแล้วครับ.

ampmie.
http://ampmie152.blogspot.com/

2553/04/18

127

ไดอารีที่รัก

ฉันไม่รู้ว่าลมหายใจประกอบด้วยอะไรบ้าง
ใช่เพียงก๊าซในตารางธาตุที่ฉันเคยท่องมาหรือเปล่า?
แต่ฉันขอเดาว่า...

"มันต้องมีสารแห่งความห่วงใยจากเธอปนอยู่ในนั้นเป็นแน่แท้"

เมื่อกระบวนการแลกเปลี่ยนก๊าซยังคงดำเนินไป
หากแต่ว่าสารนั้นถูกจิตของฉันกักขังไว้ได้เสียหมด
นั่นก็เพียงพอแล้ว ที่ทำให้ฉันสามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งเมื่อยามท้อแท้.

2553/04/11

126

ไดอารีที่รัก

หลังจากลังเลมาได้วันสองวัน
ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเขียนถึงเรื่องการเมืองในมุมมองของผมบ้าง
จะเขียนเมื่อวานหรือวันนี้ก็คงไม่ต่างกัน
ที่ต่างกันคือ...วันนี้ "เสียงปืนดังขึ้นแล้ว"

...

"โอ้ย! ทำไมการเมืองยุคหลัง 2549 มันจำยากจังวะ?!? อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าหัว"
...เสียงโอดครวญจากเด็กนักเรียนที่ดังขึ้น ในอีก 50 ปีข้างหน้า

ผมสงสารเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานเราเวลาเรียนวิชาสังคมเหลือเกิน
เหตุการณ์วันนี้ที่เรากำลังเผชิญ ต่างทยอยเดินเข้าคิวที่จะถูกบรรจุในตำราเรียน

ความเสียหาย ปลอกกระสุน เลือด เสียงผู้คนโห่ร้อง คนบาดเจ็บ คนตาย
ถูกผสมเข้ากับความจริงเคล้าความรู้สึก
บรรจุภัณฑ์ด้วยวาทะและสำนวน
สุดท้ายถูกแปรสภาพเป็นน้ำหมึก ผู้อาศัยบนกระดาษสีน้ำตาล
เครื่องหมายกากบาทยังคงทำหน้าที่ของมันเช่นเคย
ฉันเคยอ่านเจอมาว่ามันเป็นแบบนี้ ฉันจึงกาข้อนี้
ปล่อยให้ความจริงอีกหลายข้อนั้น นอนรอผู้ที่จะเลือกมัน
มันคงได้แต่นอนรออยู่เช่นนั้น
แต่ผมพนันได้ว่า...มันไม่ตาย!

...

การเมืองวันนี้คือสิ่งที่ทดสอบความสามารถในการเสพสื่อของแต่ละคนได้อย่างดี
มันมีความท้าทายอยู่เสมอ เพราะว่าคุณพร้อมจะถูกชักจูงโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ตลอดเวลา
ต่างฝ่ายต่างหยิบยกประเด็นต่างๆขึ้นมาโจมตี
การเจรจาที่ทำพอเป็นพิธีแต่กลับไม่มีคุณค่าทางการแก้ปัญหาเอาเสียเลย
ปากก็พูดกันเสียอย่างดี ใจจริงพวกคุณก็แค่สร้างกำแพงกั้นมันไว้แล้วเท่านั้นเอง

ผมไม่เคยออกไปร่วมชุมนุม ไม่ว่าจะทั้งเหลือง แดง ขาว ดำ น้ำเงิน หรือชมพู
(ออกมาครบสีก็แปลงร่างเป็นหุ่นยนต์ได้แล้วสินะ)
มีเคยสัมผัสบรรยากาศแบบใกล้ชิดบ้างเล็กน้อย
แต่ก็ยังไม่เคยคิดจะไปร่วมไปตามใคร
นั่นเพราะว่า ยังไม่มีเหตุผลใดของฝ่ายใดสามารถโน้มน้าวผมให้ได้มากเพียงพอ

ผมเลือกที่จะไม่เลือกฝ่ายใด ไม่ได้หมายความว่าผมไม่เลือกอะไร
ผมเลือกที่จะไม่เชียร์ฝ่ายใด เพราะผมมีอิสระที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับทุกเรื่องราวในทุกเวลา

อย่าทำตัวเป็นกลาง เพราะไม่อยากยุ่งการเมือง ไม่ตาม ไม่รู้ ไม่สนใจ หรือกลัวตกเป็นเครื่องมือของใคร
นั่นแสดงว่า คุณไม่ได้ใช้สิทธิของคุณเลยและคุณจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยต่อสังคมประชาธิปไตย
ก็เหมือนการเลือกตั้งแหละครับ (ตัวอย่างที่คนทั่วไปคิดออกง่ายที่สุดเกี่ยวกับประชาธิปไตย )
มันถึงมีความแตกต่างกันระหว่าง "การออกไปใช้สิทธิ์กาไม่เลือกใคร" กับ "การนอนหลับทับสิทธิ์"

ยิ่งเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เราก็ควรจะออกมาแสดงความคิดเห็นกันมากขึ้น
ผมไม่เห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า "การเมืองกับศาสนานี่ห้ามพูดกันเลย เดี๋ยวมีเรื่องกัน"
เมื่อเราคิดต่างกันมันก็ต้องออกมาแสดงความคิดเห็นกัน นั่นเป็นธรรมดาของมนุษย์อยู่แล้วมิใช่หรือ?
ที่พูดแล้วทะเลาะกัน เพราะผู้ร่วมสนทนานั้นไม่พร้อมมากกว่า

ไม่พร้อมที่จะรับฟังผู้อื่น
ไม่พร้อมที่จะเห็นคนอื่นคิดต่าง
ไม่พร้อมที่จะเห็นผู้อื่นไม่เห็นด้วยกับตน

ดังนั้น ถ้าอยากจะเตือนอะไรแบบนี้ ก็ควรจะเปลี่ยนคำเตือนใหม่เป็น...

"เรื่องอะไรก็แล้วแต่ ถ้าจะพูดกันต้องห้ามเกรียน ไม่งั้นเดี๋ยวหมี่เหลือง!"

ประเด็นมันอยู่ที่ สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราแสดงออก เนื้อหาของมัน ที่มาที่ไปของมัน เหตุผลของมัน
และสำคัญสุดคือ "จิตอันเป็นดั่งแก้วที่ว่างเปล่าเสมอ"

เพราะโลกเราไม่ได้มีแค่ yes no หรือ 0 กับ 1
คุณอาจจะเห็นด้วยกับฝ่ายหนึ่งแค่บางส่วนก็ได้
และก็ไม่ได้หมายความคุณไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่ายก็ได้
คุณเลือกได้ และคุณก็ควรจะมีความคิดและเหตุผลในสิ่งที่คุณเลือก

ดังนั้น ถ้าจะคุยการเมืองอย่ามาพูดว่า กูฝ่ายไหน สีอะไร รักใครเกลียดใคร อย่าพูดดีกว่า เสียเวลา
หยิบเป็นประเด็นมาเลย ทำแบบนี้เหมาะสมไหม อย่างไร ก็ว่ากันไป

...

อย่างการชุมนุมโดยไม่มีความรุนแรง เคารพกฎหมายและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
ผมมองว่าเป็นอะไรที่ดีมาก มันสะท้อนถึงความเป็นประชาธิปไตยที่ชัดเจนมากขึ้น
เมื่อคิดต่างก็รวมตัวกันออกมาแสดงออกให้สังคมได้รับรู้
เรื่องบางเรื่อง บางทีเราเองอาจจะไม่เคยคิดในมุมนี้ ก็ได้เอะใจคิดเหมือนกัน
และได้ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจกันมากขึ้น
ส่วนสิ่งที่คุณคิดต่างนั้นจะถูกผิดอย่างไรก็ต้องมาพิจารณากัน

แต่ถ้าคิดต่างแล้วมีแต่กูถูกมึงผิด ไม่มึงก็กูต้องตายกันไปข้างนึง
ไม่ได้ก็ยึดแม่งเลย ทุบแม่งเลย อันนี้ไม่ใช่ชุมนุมแบบประชาธิปไตยแล้ว
ถ้าเป็นแบบนี้ ถึงแม้ว่าสิ่งที่คิดต่างนั้นจะถูกจริงก็ไม่มีความหมายอะไรแล้วเพราะคุณเล่นนอกกติกาแล้ว
แล้วอย่ามาทำเป็นอ้างว่า ทีไอ้นู่นทำได้ ทำไมกูจะทำไม่ได้ ทีไอ้นู่นผิดไม่เห็นจับ สองมาตรฐานบลาบลา
ก็ไม่เข้าใจว่าคนเราพอรู้ว่าอะไรผิดอะไรไม่ดี ก็มีตัวอย่างให้เห็นไปแล้ว
แทนที่จะไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง กลับใช้เป็นช่องทางในการทำผิดบ้างซะงั้น

( อย่าเข้าใจผิดว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นสวยหรูหรือยุติธรรมอะไร
ทั้งหมดมันก็คือเกมการเมือง ไม่ต้องไปหาหรอก ความยุติธรรมหรือมาตรฐานอะไร
คนชนะก็เขียนกติกา แพ้ก็เล่นไปตามเกม
ถึงเวลาก็เลือกตั้งใหม่ และวนเข้าลูปเดิม ทีใครทีมัน
ถ้าตกลงเข้าใจกันตามนี้ มันก็คือประชาธิปไตย ไม่ได้เล่นนอกเกม )

...

ส่วนรัฐบาลนั้น การออกมาคุกคามสื่อถึงขนาดนี้ บอกตรงๆว่ารับไม่ได้จริงๆ
หลายครั้งที่ผมกำลังต้องการเสพสื่อทั้งสองด้าน แต่พอจะเข้าไปดูสื่อด้านที่ผู้ชุมนุมนำเสนอ
กลับโดนบล็อค โดนปิด โดนยึด (ขึ้นเป็นรูปใบไม้ซะสวยงามเชียะ)
ก็เข้าใจว่าบางอย่างที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง ก็เป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องสอดส่องดูแล
แต่หลายอย่างมันก็เกินไปจนปิดกั้นความจริงบางอย่างไปเสียอย่างนั้น

...

ถึงนาทีนี้แล้ว ความรุนแรงก็เกิดขึ้นจนได้
สงกรานต์สงคราม ก็เวียนมาอีกรอบ
ผมไม่สนหรอกครับ...ว่าใครจะทำร้ายใครก่อน
และอย่ามาอ้างว่า ฉันมือเปล่าหรือฉันกระสุนยาง
เพราะภาพที่ออกมา มันเห็นๆกันอยู่ว่าตายทั้งคู่
เสียงปืน เสียงระเบิด เลือดเนื้อ มันของจริงทั้งนั้น
จะอยู่ในมือใครหรือใครเริ่ม อันนี้ไม่รู้ และนี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญแล้ว

สำคัญกว่านั้นคือ คนไทยฆ่ากันเองแล้ว
ไม่มีทหารคนไหนที่ถูกฝึกมาให้ฆ่าประชาชน
ไม่มีประชาชนคนไหนที่ถูกสอนมาให้ฆ่าทหารประเทศตัวเอง

ที่น่าเห็นใจสุดคือ เหล่าทหาร ตำรวจ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ทุกคนที่ต้องมาปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่รู้ว่า
พรุ่งนี้จะได้เจอกับอะไร?
จะได้กลับบ้านเมื่อไหร่?

...

ถอยคนละหนึ่งก้าวดูสิ บรรยากาศมันจะดีแค่ไหน
ถ้าดีขึ้น ก็ลองถอยต่อกันอีกคนละก้าวสิ
ถอยกลับบ้านไปหาลูกเมีย ไปหาครอบครัว
กลับไปเป็นเมืองไทยเหมือนเดิมสิ
กลับไปนอนที่บ้านดีกว่า อย่าไปนอนโรงพยาบาลเลย

หยุดกันเถอะ...มันไม่คุ้มกันหรอก.

2553/02/26

125

Dear diary,

back to maths, back to physics and back to digital.
back to music theory, back to electronics and back to circuits.

so many things I've to learn, to fix, to improve.
more and more...a long long way to go.

I know a little.
Please please God,
Give me strength and guide my path :)

2553/01/22

124

ไดอารี่ที่รัก

เพราะจักรวาลนั้นกว้างใหญ่
โลกของเราจึงเล็กนิดเดียว

เพราะโลกนี้ช่างกว้างใหญ่
หุบเขาและทะเลจึงเล็กนิดเดียว

เพราะหุบเขาและทะเลนั้นกว้างใหญ่
ตัวฉันจึงเล็กนิดเดียว

เพราะตัวของฉันนั้นยิ่งใหญ่
สภาพจิต ณ ขณะหนึ่งของฉันนั้นจึงเล็กนิดเดียว

และเพราะสภาพจิตนั้นช่างดูยิ่งใหญ่
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตนั้นย่อมเล็กนิดเดียว

...

ความจริง คือ นิดเดียว
ถ้าไม่นิดเดียว คือ ลวงตา

โปรดเตือนจิตของตนไว้เสียด้วย :)

2553/01/08

123

ไดอารีที่รัก

วันพฤหัสที่เจ็ดมกราคมปีห้าสาม

บ่ายวันนี้...
ฉันยืนล้างแก้วอยู่ในครัว
ท้องฟ้าสลัว แต่กลับดูสดใส
หน้าต่างบานใหญ่อนุญาตลมให้เข้ามาพบฉัน
เหล่าไม้เล็กใหญ่เอนตัวโดยพลัน
เสียงรถกระบะหนึ่งคัน แว่วเข้าทันที

...

สายตาจับจ้องถึงการเคลื่อนที่
อุปกรณ์มากมีชวนสงสัย
สิ่งที่ฉันเห็นสร้างรอยยิ้มขึ้นในใจ...

เห้ย!

[ เมล็ดข้าวโพดกระสอบใหญ่,
มาพร้อมเครื่องจักรสีแดงฉาน (เขาคือ 'ผู้โด่งดัง')
แอนด์ อะ แกลลอน ออฟ บัตเตอร์ ]

...

"เหตุใดเจ้าจึงแวะเข้ามาในที่แห่งนี้ล่ะ ?"

...

การเคลื่อนไหวเริ่มเข้าสู่วิถีโค้ง
กลับกลายเหมือนการเวียนวน
ทิ้งให้ฉันฉงน ก่อนจะลาจากฉันไป

...

"แหะๆ...ขอโทษที ฉันคงจำวันผิด!"
"เห้ย จิงดิ! งั้นพรุ่งนี้มาด้วยนะ".

2553/01/07

122

ไดอารีที่รัก

การเป็นคนดีนั้นต้องใช้ความอดทนและไม่ย่อท้อ
เพราะผู้คนนั้นเห็นผลของมันได้ยาก
และไม่ล่อตาล่อใจคนเท่าสิ่งที่ยืนอยู่ตรงกันข้าม

น่าเสียดายยิ่งนัก
หากคนดีหลายๆคน
กลับประชดตนด้วยการทำสิ่งที่ไม่ดี

ความคิดทำนองนี้ อาจถูกหยิบขึ้นมาใช้เหมือนเป็นเรื่องปกติทั่วไป
ทว่าผลกระทบมันนั้น
น่ากลัวกว่าที่ใครหลายคนจะคาดถึงได้

ในช่วงเวลาหนึ่งๆ
ผมหรือคุณหรือใคร
ก็อาจจะเคยหยิบมันขึ้นมา

มอง
หมุน
คิด

มาถึงทางแยกแล้ว
จะใช้มัน?
หรือจะวางลง?

...

วางลง
เงียบลง
หลับลง

ผมรู้สึกโชคดีที่วางมันลงได้
จงมั่นคง
และเชื่อ...ในวิถีที่เราได้เลือกนี้.

(โอ๊ะ...ตอนแรกของปีนี้สินะ
สวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่านนะครับ :D )

2552/11/19

121

Dear diary,

Who said 'Actions speak louder than words' ???

No...not louder.


It just win in the long run.


Well, If you don't know when it comes,
just keep doing both things collectively
no matter you are expert in one of them or not.

Because this is a life, not a fairy tales.

...

...and I think to myself,


"Yay! It will definitely come! :D"

Recent posts by category

EAT DIARY INT
COM MUS LIF
OTH SPO INV