เมนูลัด

13 สิงหาคม 2561

[TRA018] เที่ยว Chūgoku ตอนที่ 2: ปั่นจักรยานเที่ยวเมือง Shimonoseki

เที่ยว Chūgoku ตอนที่ 2: ปั่นจักรยานเที่ยวเมือง Shimonoseki
(อ่านตอนที่ 1: Shimonoseki สุดขอบตะวันตกของเกาะฮอนชู คลิกที่นี่)

สวนดอกไม้ที่ Hinoyama, Shimonoseki

วันรุ่งขึ้น หลังทานอาหารเช้าเสร็จก็เก็บกระเป๋าและเช็คเอาท์ เดินทางมาสถานี JR Shimonoseki ด้วยรถตู้ของทางโรงแรม เราจะฝากสัมภาระไว้ที่ coin locker ที่สถานี JR Shimonoseki เพื่อที่จะเช่าจักรยานปั่นไปเที่ยวตามจุดสำคัญต่างๆในเมือง
(สถานีนี้มี coin locker ค่อนข้างเยอะ ถ้าไซส์ S กับ M ไม่มีปัญหาเรื่องตู้เต็ม ส่วนไซส์ L ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีประมาณ 4-6 ตู้ ซึ่งถ้ามาตอนเช้าก็ยังโล่งอยู่เพียบครับ)

ไม่ต้องห่วงทำกุญแจตู้ล็อคเกอร์หาย เพราะตู้ที่นี่ปลดล็อคโดย passcode ถ่ายรูปสลิปไว้ก่อนเลย

สำหรับที่เช่าจักรยาน ผมลองเดินเข้าไปถาม tourist information จึงทราบมาว่าบริการจักรยาน Ekirin-kun ของ JR นั้นจะอยู่บริเวณเดียวกับที่เช่ารถยนต์ของ JR (ออกจากสถานีแล้วเดินมาทางขวา)
แน่นอนว่าฟรีตลอดวันครับ เพียงแค่แสดง JR West Pass พร้อม passport พนักงานก็จะช่วยแนะนำการใช้จักรยานให้เป็นอย่างดี (พนักงานใจดีมาก ไปหาแผนที่และแนะนำเส้นทางปั่นให้เราด้วย แถมยังคุยว่าแกเคยไปเที่ยวประเทศไทยมาแล้วด้วย)

จากสถานีเราปั่นออกไปเส้นเลียบฝั่งติดทะเล ผ่าน Kaikyokan (aquarium ที่แวะเที่ยวเมื่อวาน) ผ่านตลาดปลา Karato (ถ้ามาช่วงศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ จะมีร้านซูชิในตลาดเปิด) มาไม่นานนักก็จะถึงจุดหมายแรกอยู่ฝั่งซ้ายมือคือ ศาลเจ้า Akama (Akama Jingū Shrine 赤間神宮) จะสังเกตเห็นซุ้มประตูขนาดใหญ่สีแดงได้แต่ไกลๆ

ต้นซากุระที่หน้าทางเข้า Akama Jingū Shrine

Akama Jingū Shrine

หลังจากเข้าไปเยี่ยมชมและแวะขอพรแล้ว เราก็ปั่นตรงไปเส้นเดิมจะลอดผ่านใต้สะพาน Kanmon (関門橋, Kanmonkyō) ซึ่งเป็นสะพานแขวนที่เชื่อมระหว่างเกาะฮอนชูและเกาะคิวชู มีความยาวถึง 1,068 เมตร

Mimosusogawa Park, Shimonoseki


ปั่นมาอีกไม่ไกลก็จะเจอกับสวน Mimosusogawa เล็กๆที่อยู่ติดชายฝั่ง มีจุดถ่ายรูปที่น่าสนใจคือ Dannoura Battlefield Site แสดงถึงบริเวณนี้ที่เคยเป็นสนามรบทางเรือในสงคราม Genpei สมัยยุคเฮอัน

Dannoura Battlefield Site, Shimonoseki


ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับสวน จะเห็นทางซุ้มประตูทางเข้าเพื่อขึ้นไป Hinoyama (火の山) ซึ่งเป็นจุดชมวิวบนเขา ระหว่างทางเดินขึ้นจะเจอถนนที่มีต้นซากุระให้แวะถ่ายรูปได้เพลินๆ

ซุ้มทางเดินขึ้น Hinoyama

ระหว่างทางเดินขึ้นไปสู่ Hinoyama Ropeway

แวะพักถ่ายรูปต้นซากุระสวยๆ

Cherry Blossom at Hinoyama, Shimonoseki

Cherry Blossom at Hinoyama, Shimonoseki

จากนั้นจะขึ้นมาเจอสถานี ropeway ถ้าเดินเลยไปทางขวาจะเจอสวนดอกไม้หลากหลายสี ถึงแม้แดดจะแรงแต่ก็ยังมีผู้คนออกมาปูเสื่อนั่งชมดอกไม้กันเยอะทีเดียว

สวนดอกไม้ที่ Hinoyama, Shimonoseki
สวนดอกทิวลิป Hinoyama, Shimonoseki
ระหว่างขึ้น ropeway จะมองเห็นสะพาน Kanmon ที่เชื่อมระหว่างสองฝั่งของเกาะฮอนชูและคิวชูแบบเต็มๆ ถือเป็นจุดที่สามารถเห็นวิวบริเวณชายฝั่งได้ครบถ้วนจริงๆครับ

Hinoyama Ropeway, Shimonoseki

Hinoyama Viewpoint, Shimonoseki

เรากลับลงมาทางเดิมที่บริเวณสวน Mimosusogawa ฝั่งตรงข้ามจะมีลิฟต์ให้ลงไปชั้นใต้ดิน เพื่อที่จะลองเดินลอดอุโมงค์ใต้ทะเล Kanmon Pedestrian Tunnel (関門トンネル人道) มีระยะทาง 780 เมตร เชื่อมระหว่างสองฝั่ง นั่นหมายความว่าเราสามารถเดินข้ามฝั่งไปโผล่ที่เมือง moji ฝั่ง fukuoka ได้เลย
จุดที่เป็นไฮไลท์ก็คือ การเดินไปถ่ายรูปที่เส้นแบ่งเขตระหว่างจังหวัดยามะกูจิและจังหวัดฟุกุโอกะนั่นเอง
(เดินผ่านอุโมงค์ไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้าจะนำจักรยานผ่านไปด้วยจะเสียเที่ยวละ 20 เยน)

อุโมงค์สำหรับคนเดิน Kanmon จากฝั่ง Shimonoseki

เส้นแบ่งเขตระหว่างเกาฮอนชูและคิวชู ฝั่งซ้ายคือจังหวัด Yamaguchi ฝั่งขวาคือจังหวัด Fukuoka


และถือเป็นจุดสุดท้ายของการแวะเที่ยวในเมือง shimonoseki เราปั่นจักรยานตรงดิ่งกลับมาที่สถานี jr shimonoseki เพื่อคืนจักรยาน และหามื้อกลางวันทานที่ห้างไดมารูบริเวณสถานี มื้อสุดท้ายของเมืองนี้ทั้งที ก็ต้องขอลองชิมเมนูปลาปักเป้าของขึ้นชื่อของเมืองสักหน่อย

fugu lunch set ราคาประมาณ 2 พันกว่าเยน จะได้ลองชิมปลาปักเป้าแบบทั้งซาชิมิ, เทมปุระ, และต้มซุป

หลังจากทานเสร็จก็เดินกลับไปเอากระเป๋าที่สถานี สำหรับจุดหมายปลายทางถัดไป เราจะนั่งรถไฟ shinkansen มุ่งสู่เมืองยามะกุจิ (Yamaguchi)



(ติดตามตอนต่อไป~)

ampmie152
http://ampmie152.blogspot.com

14 พฤษภาคม 2561

152

ไดอารีที่รัก...

เป็นอีกหนึ่งวันที่ได้เห็นผลสำเร็จจากความพยายามและทุ่มเทมาโดยตลอด
นี่ทำให้เห็นว่า บางครั้ง ความสำเร็จนั้นอาจไปยืนรอเราที่วันสุดท้ายของการแข่งขัน
รู้สึกดี...ที่ไม่คิดจะถอดใจ

เราค่อยข้างมั่นใจว่า เราใช้เวลากับการค้นคว้าและปรับปรุงมากกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป
และสิ่งเหล่านั้นก็ได้ตอบแทนแล้วในวันนี้
โชคชะตาก็อาจจะช่วยหนุนนำเราอีกแรง
ต้องขอบคุณตัวเองจริงๆ ที่พยายามได้เต็มที่อย่างที่ตั้งใจ

เจอกันซีซั่นหน้า ;)

ampmie152
http://ampmie152.blogspot.com

12 พฤษภาคม 2561

[INV028] คำแนะนำของผมสำหรับผู้อยากเริ่มต้นลงทุนในตลาดหุ้น

เนื่องจากเริ่มมีคนถามมาบ่อยขึ้น ผมจึงอยากรวบรวมความคิดและคำแนะนำส่วนตัวของผม สำหรับเพื่อนๆที่อยากเริ่มลงทุนในตลาดหุ้น แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี
เพื่อความสะดวกและป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำในคำแนะนำที่ต้องอธิบายในแต่ละครั้ง

คำเตือน: สิ่งที่จะอ่านต่อไปนี้เป็นเพียงคำแนะนำจากประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น การทำตามสิ่งที่ผมแนะนำอาจมีความเสี่ยงที่แต่ละคนไม่อาจรับได้ อย่าเชื่อผมนะครับ เชื่อตัวเอง ตัดสินใจเอง เพราะเงินคือเงินของท่าน ท่านต้องรับผิดชอบเองนะจ๊ะ

คำนำ: ก่อนจะอ่านขอให้ทำความเข้าใจต่อไปนี้
1. ผมเป็นนักลงทุนสมัครเล่น ไม่เต็มเวลา ประสบการณ์ไม่ถึง 10 ปีในตลาดหุ้น และขี้เกียจมาก ไม่มีความเก่งอะไรที่พิสูจน์ได้เลย ไม่เคยโชว์พอร์ต (และไม่คิดจะโชว์) ดังนั้น อย่าเชื่อผมเลยจะดีที่สุด (ปิดไปได้เลย)
2. จุดประสงค์คือ ต้องการใช้ประสบการณ์ส่วนตัวแนะนำเพื่อนๆที่สนใจเท่านั้น ไม่ได้ต้องการชี้นำหรือโอ้อวดว่าอย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี
3. ผมจะไม่บอกหุ้นรายตัว ไม่แนะนำหุ้นรายตัว ย้ำอีกครั้งว่า ไม่ต้องถามนะครับ ถามไปก็ไม่ตอบ
4. การลงทุนในตลาดหุ้น เป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งในการลงทุนเท่านั้น ยังมีการลงทุนในรูปแบบอื่นๆอีกมากมายบนโลกใบนี้ ถ้ารู้ตัวว่าไม่เหมาะหรือไม่ถนัด ก็ควรไปหาอะไรทำที่คิดว่าดีกว่า ไม่ควรยึดติดว่าจะต้องมาเล่นหุ้น "การทำอะไรโดยไม่รู้ตัวนั้น(ไม่มีสติ) ถือเป็นสิ่งที่อันตรายมากๆ"

ขอย้ำให้อ่านคำเตือนและคำนำอีกครั้ง เพราะผมคือมือสมัครเล่นที่แค่รวบรวมคำแนะนำที่ถูกเพื่อนๆหรือคนรู้จักถามมาบ่อยๆเท่านั้นเอง

Photo by rawpixel.com from Pexels

Part 1: ก่อนเริ่มลงทุน
1.1 มีหลายคนที่อยากเริ่มลงทุนในตลาดหุ้น แต่น้อยคนที่มีความพร้อมที่จะลงทุนในตลาดหุ้น ผมมักจะเตือนเสมอว่าตลาดหุ้นนั้นไม่ง่ายและเต็มไปด้วยความเสี่ยง นั่นหมายความว่า คนส่วนใหญ่ที่เข้ามานั้นมักจะผิดหวังกลับไป มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ เงินต้นที่คุณค่อยๆเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตอาจหมดไปเพียงชั่วพริบตา ดังนั้น ความพร้อมอย่างแรกที่ควรจะต้องมีคือ "คุณจะต้องบริหารจัดการการใช้เงิน" ให้ดีเสียก่อน

เนื่องจากผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ และในเน็ตเดี๋ยวนี้ก็มีบทความดีๆเรื่องการบริหารเงินหลายอย่าง จะขอยกตัวอย่างเว็บไซต์ของพี่เอ ศักดา (A-Academy) ที่ให้ความรู้ฟรีๆครอบคลุมพื้นฐานในเรื่องการเงินได้ดีมาก โปรดใช้เวลาศึกษาอะไรทำนองนี้กันก่อน


1.2 หลังจากมั่นใจว่ามีเงินสำรองเพื่อจุดประสงค์การลงทุน และมีเป้าหมายของการลงทุนแล้ว ลองเริ่มประเมินภาระหรือความเสี่ยงที่คิดว่าสำคัญในอนาคต จุดประสงค์ก็เพื่อประเมินว่าตัวเรานั้นเหมาะสมกับการลงทุนสินทรัพย์แบบไหนบ้าง
http://www.a-academy.net/s07-investment-assets/

หรือที่เว็บของ SET เองก็มีคำแนะนำเกี่ยวกับการเริ่มต้นวางแผนการเงินได้อย่างดี
https://www.set.or.th/set/financialplanning/home.do?language=th&country=TH

Part 2: เริ่มลงทุน
2.1 ลองเปิดใจ ศึกษาวิธีการลงทุนหลายๆแบบก่อน เพื่อดูจุดเด่นและจุดด้อยของแต่ละวิธี และเพื่อตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า เราชอบหรือมี lifestyle ที่เหมาะกับการลงทุนแบบไหน
ถ้าแบ่งแบบง่ายๆ ก็คือ

  • การลงทุนที่มุ่งเน้นคุณค่าหรือมูลค่าพื้นฐาน (Value Investing)

สำหรับการเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด ผมแนะนำให้อ่านหนังสือ "ตีแตก" ของดร.นิเวศน์ ดูก่อน
สไลด์บรรยายของพี่ชาย มโนภาส: https://www.set.or.th/dat/vdoArticle/attachFile/TSI-Document_SETintheCity2014_03.pdf

  • การลงทุนด้วยวิธีเคราะห์เชิงเทคนิค (Technical Analysis)

https://www.set.or.th/education/th/begin/stock_content06.pdf

หรืออาจจะผสมๆกันก็สุดแล้วแต่สะดวก

2.2 เนื่องจากตัวผมเองชอบวิธีการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ต่อไปจึงขอแนะนำขั้นตอนคร่าวๆเพื่อเริ่มมองหาบริษัทหรือหุ้นที่จะเริ่มลงทุนนะครับ ซึ่งอันที่จริงแล้วมีวิธีมากมาย จะขอยกตัวอย่างวิธีหลักๆที่ผมทำบ่อยๆนะครับ

  • มองหาหุ้นจากสิ่งใกล้ตัว: ลองเริ่มจากสิ่งใดที่เราชอบหรือสนใจก่อน ถ้ายังไม่มีในใจก็ให้ลองหลับตานึกถึงสินค้าหรือบริการที่เราคุ้นเคยหรือคิดออกเป็นชื่อแรกๆ ลองไล่ดูว่าตั้งแต่ตื่นนอน อ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี เล่นเฟสบุค เดินทางออกไปทำงาน ช้อปปิ้ง หาหมอ หรือกิจกรรมอื่นๆในชีวิตประจำวัน แล้วค่อยๆกรองเอาเฉพาะที่เราชอบและสนใจ จะยิ่งดีถ้าเป็นสินค้าหรือบริการที่เราคุ้นเคยหรือมีความรู้พื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว ข้อดีของวิธีนี้ คือการเริ่มจากสิ่งที่สนใจหรือคุ้นเคย จะมีแนวโน้มเริ่มต้นศึกษากิจการที่ง่ายกว่า
  • มองหาหุ้นจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ: ลองติดตามข่าวดูว่ากลุ่มอุตสาหกรรมหรือธุรกิจไหนกำลังรุ่งหรือร่วง อะไรจะเป็นเทรนด์ที่เติบโตได้ในอนาคต ข้อดีของวิธีนี้คือ ทำให้เห็นภาพกว้างมากขึ้น ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมของตัวเอง และมีโอกาสเติบโตไปกับเทรนด์ของอุตสาหกรรมนั้น
  • มองหาหุ้นจากเครื่องมือตัวกรองหุ้น: ปัจจุบันมีหลายเว็บไซต์ที่เราสามารถสร้างตัวกรองหุ้นตามที่ต้องการได้ ข้อดีของวิธีนี้คือ กิจการที่ผ่านตัวกรองนั้นอย่างน้อยก็มีผลงานพิสูจน์มาระดับหนึ่งแล้วว่าเป็นกิจการที่มีพื้นฐานดี (แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นะ เพราะตัววัดเหล่านั้นมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต)


2.3 หลังจากที่ลองเลือกหุ้นมาจำนวนหนึ่งแล้ว ให้เริ่มศึกษารายละเอียดของกิจการในแต่ละตัว เราอาจแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 หมวดหลักๆ

  • การศึกษาเชิงคุณภาพ: เช่น ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Durable Competitive Advantage), การวิเคราะห์ Five Forces Analysis, Marketing Mix 4P, ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ฯลฯ
  •  การศึกษาเชิงปริมาณ: เช่น ยอดขาย, กำไร, อัตราการทำกำไร, หนี้สิน, อัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น, อัตราเงินปันผล ฯลฯ

แหล่งข้อมูลสำหรับติดตามหุ้นรายตัว



2.4 เมื่อเราเริ่มรู้จักกิจการของบริษัทที่สนใจพอสมควรแล้ว ให้ลองประเมินมูลค่าของกิจการดู ความสำคัญของการประเมินมูลค่ากิจการคือ ทำให้เรารู้ว่ามูลค่าที่เหมาะสมของกิจการน่าจะอยู่ที่เท่าไหร่ เมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อของ ก็เหมือนกับการที่เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าของที่เราจะซื้อชิ้นนี้ถูกหรือแพง การประเมินมูลค่านั้นก็มีหลากหลายวิธี  ข้อสำคัญคือ ไม่มีวิธีไหนที่แม่นยำเป๊ะๆ (ไม่งั้นก็รวยกันหมดทุกคนแล้ว) ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าไปยึดติดอย่างใดอย่างหนึ่ง บางวิธีอาจเหมาะกับบางรูปแบบของกิจการ


2.5 ใส่ส่วนเผื่อความปลอดภัยในการประเมินมูลค่าเสมอ (Margin of Safety) ประมาณ 15-20% อย่างน้อยถ้าเราประเมินพลาดก็ยังเอาตัวรอดได้ไม่เจ็บตัวมากนัก

2.6 จำลอง scenario ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับกิจการ: หากปีนี้เกิดน้ำท่วมสาขาต้องปิดไปบางส่วนจะเหลือยอดขายเท่าไหร่? หากต้นทุนสินค้าแพงกว่าที่คาดการณ์จะเหลือ gpm เท่าไหร่? ลองสร้างงบการเงินเสมือนของแต่ละ scenario และหา range ของมูลค่ากิจการแต่ละ scenario จะทำให้เรามองภาพออกว่ามี upside-downside แค่ไหน หากิจการที่มี downside ต่ำ แต่มี upside ที่สูง เนื่องจากหลักสำคัญของการลงทุนคือ จงอย่าขาดทุน ดังนั้นการพิจารณาหาทางเลือกที่มี downside ต่ำๆ อย่างน้อยถ้าเราคาดการณ์ผิด ก็เจ็บตัวไม่มากและกลับตัวได้ทัน

Part 3: หลังลงทุน

3.1 หมั่นติดตามข่าวและตรวจสอบกิจกรรมของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ
3.2 ติดตามข่าวเศรษฐกิจและภาพรวมของอุตสาหกรรม
3.3 ศึกษาจิตวิทยาการลงทุน: The Psychology of Investing (แนะนำของพี่เวป พรชัย รัตนนนทชัยสุข แปล แต่ปัจจุบันหนังสือน่าจะไม่มีขายแล้ว)
3.4 อ่านหนังสือที่แนะนำ: https://setvi.wordpress.com/2014/10/15/10-หนังสือหุ้นสำหรับนักล-2/

3.5 คำแนะนำส่วนตัวจากผม...

  • Stick to the plan: แต่ก็ต้องพร้อมจะถอยได้ทันที หารู้ตัวว่าประเมินผิด
  • ออกไปเที่ยวบ้าง ออกไปคุยกับคนอื่นบ้าง อย่าหมกตัวมากเกินไป การลงทุนที่เหมาะกับตัวเองคือลงทันให้มีความสุข ถ้าไม่มีความสุขกับสิ่งที่ทำ ก็ควรจะหยุดคิดทบทวน
  • ประเมินผลการลงทุนอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง ดูว่าผลตอบแทนของพอร์ตเป็นอย่างไร อย่าลืมควบคุมสัดส่วนของสินทรัพย์ให้เป็นไปตามจุดประสงค์ที่วางไว้แต่แรก
  • อดทนรอ และอย่าหวั่นไหวตามกระแสที่คนส่วนมากแห่กันทำ ถ้าเราทำตามแบบคนส่วนใหญ่เราก็จะได้ผลตอบแทนไม่ต่างกับค่าเฉลี่ย ให้ลองคิดหาเหตุผลและทบทวนจุดประสงค์ของการลงทุนในกิจการนั้น เพื่อพิจารณาว่ามีความสมเหตุสมผลแค่ไหนที่จะซื้อหรือขายหุ้น
  • อย่ายึดติดกับสิ่งที่รู้มา มีอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ อย่าหยุดเรียนรู้ อย่าหยุดศึกษา คนที่เก่งกว่าเรายังขยันศึกษาสิ่งใหม่ๆทุกวัน ถ้าเราหยุดก็คือกำลังถอยหลังแล้ว


คร่าวๆก็คงประมาณนี้ครับ
ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีวินัยในการลงทุน
ไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ(ถ้ามีมันมักจะไม่ยั่งยืน) ทุกอย่างต้องสร้างและฝึกฝนด้วยตนเอง
ถ้าเราเชื่อตามเขา เราก็จะต้องคอยตามตูดเขาไปตลอดชีวิต
แต่ถ้าเราพัฒนาระบบความคิดและฝึกการวิเคราะห์ของเราเอง ถึงวันนี้จะพลาดท่า แต่ก็ได้บทเรียนว่าจะพัฒนาตนเองยังไงให้พรุ่งนี้แข็งแกร่งกว่าเดิม

สู้ๆนะครับทุกคน ;)


ampmie152
http://ampmie152.blogspot.com

11 พฤษภาคม 2561

[TRA017] เที่ยว Chūgoku ตอนที่ 1: Shimonoseki สุดขอบตะวันตกของเกาะฮอนชู

หากพูดถึงการไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้ว Chūgoku น่าจะเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่คนไทยยังไม่ค่อยคุ้นเคยเป็นอันดับต้นๆ (น่าจะรองจากภูมิภาค Shikoku)
ภูมิภาค Chūgoku ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกหรือฝั่งซ้ายสุดของเกาะฮอนชู หรืออธิบายได้ง่ายๆว่าอยู่ระหว่างคิวชูและคันไซนั่นเอง
ความน่าสนใจของภูมิภาคนี้คือมีพื้นที่กว้างใหญ่และอาณาเขตติดกับทะเลค่อนข้างมาก เป็นส่วนที่ติดกับทะเล Seto ซึ่งอุดมไปด้วยท่าเรือหลักที่สำคัญต่อการค้าขายระหว่างทั้ง 3 เกาะของญี่ปุ่น

Shimonoseki Kanmonkyo Bridge
ริมฝั่งทะเลของเมือง Shimonoseki มองเห็นสะพาน Kanmonkyo (関門橋) ที่เชื่อมระหว่างเกาะฮอนชูและเกาะคิวชู

สำหรับโปรแกรมแรกของทริปนี้ ผมเริ่มจากเมืองชิโมโนเซกิ (Shimonoseki - 下関市) ซึ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดยามากุจิ (Yamaguchi - 山口県) มีที่ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายสุดของเกาะฮอนชู สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆจึงมีบรรยากาศริมทะเลและลมแรงตลอดเวลา นอกจากนี้เรายังสามารถมองเห็นฝั่งคิวชูได้อีกด้วย

Kaikyō Yume Tower
Kaikyō Yume Tower (海峡ゆめタワー) หอชมวิวประจำเมืองเมืองชิโมโนเซกิ

เดินทางจากสนามบิน Fukuoka มาขึ้น Shinkansen ที่สถานี Hakata ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็มาเปลี่ยนสาย local ที่ Kokura จากนั้นรถไฟจะวิ่งข้ามทะเลมาถึงสถานี Shimonoseki

เดินจากสถานีไปไม่ไกลเพื่อนำสัมภาระไปฝากไว้ที่โรงแรมก่อน จากนั้นจึงเดินต่อไปยังจุดหมายแรกของเราคือ Kaikyokan (海響館) เป็น aquarium ขนาดใหญ่ หนึ่งในจุดสำคัญที่ควรมาเยี่ยมชมหากได้มีโอกาสมาเยือนเมืองนี้ เพราะไฮไลท์ของเมืองนี้และจังหวัด Yamaguchi ก็คือปลาปักเป้านั่นเอง

ทางเดินจากโรงแรมไปสวนสนุกและ aquarium ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร
shimonoseki theme park
เจอสวนสนุกเล็กๆริมทะเลและชิงช้าสวรรค์สำหรับชมวิว

shimonoseki red london bus
รถบัสสองชั้นสไตล์ลอนดอน

ที่นี่ เราจะได้เห็นปลาปักเป้าหลากหลายสายพันธ์ุ นอกจากนี้ยังมีโชว์ทั้งแมวน้ำ เพนกวิน และโลมา (ดูบรรยากาศเต็มๆได้จากคลิปตอนท้ายบทความ) หากมี JR West pass สามารถนำมาใช้เป็นส่วนลดค่าเข้าชมได้อีกด้วย

ทางเดินเข้าสู่ aquarium ด้านใน ถูกต้อนรับด้วยฝูงปลาขนาดใหญ่รอบอุโมงค์

รวมมิตรฝูงปลาในตู้เดียว
อุ๋งอุ๋งงงงเป็นคนขี้อ้อนน~

โครงกระดูกปลาวาฬขนาดเท่าของจริง

กองทัพเพนกิ้นๆ

โชว์โลมาและสิงโตทะเล

วิวจากบริเวณด้านนอก aquarium

ตอนเย็น ออกมาเดินเล่นบริเวณสถานี จะสังเกตเห็นว่ามีท่าเรือด้วย ซึ่งถ้าเดินออกจากท่าเรือมาก็จะมีทางเดินลอยฟ้าเชื่อมเข้าสู่สถานีรถไฟได้ทันที นอกจากนี้ทางเชื่อมยังครอบคลุมไปถึงฝั่งเหนือของสถานี ซึ่งจะมีถนนช้อปปิ้ง Korean Town อยู่ด้วย (Green Mall)

ทางเชื่อมกับท่าเรือ Shimonoseki Port International Terminal สามารถนั่งเรือข้ามไป Busan ได้เลยนะ ใช้เวลา 10 ชม. 45 นาที
จากฝั่งท่าเรือ เดินบนทางเชื่อมข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม เราจะแวะศาลเจ้าโอโตชิ (大歳神社) เพราะมองเห็นต้นซากุระใหญ่ตั้งแต่ระยะไกล

ทางขึ้นศาลเจ้าโอโตชิ

ต้นซากุระขนาดใหญ่บริเวณศาลเจ้า
(สักพักมีคนลากเก้าอี้มานั่งกับโต๊ะตัวเล็กๆนั่น แล้วเปิดเบียร์กินสบายใจเฉิบ)

ชมซากุระยามเย็น


หากใครชอบปั่นจักรยานเที่ยว เมืองนี้ถือว่าเหมาะอย่างยิ่ง เพราะเมืองนี้ทำเลนจักรยานไว้กว้างระดับที่ปั่นสวนกันได้ในเลนเดียว มีสีและสัญลักษณ์ที่ชัดเจน และมีที่กั้นเลนให้เกือบตลอดทาง จึงไม่แปลกใจเลยหากในช่วงค่ำ เวลาที่ผู้คนเดินทางกลับบ้าน แต่กลับแทบไม่เห็นรถส่วนตัววิ่ง เพราะการออกแบบเมืองที่เป็นมิตรต่อการเดินและใช้จักรยานนั่นเอง (น่าเสียดายที่บางประเทศกลับทำในสิ่งตรงข้ามกัน)

kaikan yume tower next to the hotel
โรงแรม Dormy Inn Shimonoseki อยู่ใกล้ๆกับหอชมวิว Kaikyo Yume Tower

ตอนกลางคืนเปิดไฟแล้วดูสวยไปอีกแบบ
บริเวณสถานีรถไฟจะมีห้างใหญ่ 2-3 แห่งอยู่ติดกัน หากใครต้องการช้อปปิ้งหรือหาร้านอาหารก็ให้มาที่สถานีน่าจะตอบโจทย์ได้ครบหมด แต่เมืองในต่างจังหวัดแบบนี้ แค่ 2 ทุ่มเขาก็ปิดร้านกลับบ้านกันหมดแล้วครับ (ห้างไดมารูปิดประตูไม่ให้เข้าตั้งแต่ทุ่มครึ่ง) แต่หากไม่รู้จะทานอะไรก็ยังมีซุปเปอร์มาร์เก็ตตรงทางออกสถานี เวลาแบบนี้ก็มีอาหารราคาถูก ลดราคาเพียบให้เลือกสรร

ซื้อของกินติดไม้ติดมือกลับมากินที่โรงแรมเล็กน้อย เพราะตอน 3 ทุ่มครึ่ง โรงแรมจะมีราเม็งให้กินฟรีด้วย โรงแรมนี้คือ Dormy Inn นั่นเอง มีจุดเด่นคือการตกแต่งที่ทันสมัย ราเม็งฟรี และออนเซ็นที่บรรยากาศดีมาก (ออนเซ็นที่นี่จะมีบ่อกลางแจ้ง ซึ่งมองเห็นทะเลและฝั่งคิวชูได้เลย)

ราเม็งฟรีที่ห้องอาหารโรงแรม ตอน 3 ทุ่มครึ่ง เป็นโชยุราเม็งแบบเบสิคๆ ใส่สาหร่าย หน่อไม้และต้นหอม อร่อย กลมกล่อมมาก
(รู้งี้น่าจะซื้อหมูชาชูกับไข่ต้มจากซุปเปอร์มาด้วย ไหนๆจะกินแล้วต้องเอาให้สุด)


ปกติเชน Dormy Inn จะราคาค่อนข้างสูงกว่าเชน business hotel ทั่วไป แต่สำหรับที่ Shimonoseki นั้น ราคาไม่แพงมากและทำเลก็ถือว่าดี นอกจากนี้ยังมีรถตู้ไปส่งที่สถานีตอนเช็คเอาท์ให้ด้วยครับ

ตารางเวลารถตู้ไปส่งฟรีที่สถานี Shimonoseki ตอนเช้า

จบทริปสำหรับวันแรก ตอนต่อไปจะพาไปขี่จักรยานเที่ยวจุดสำคัญต่างๆ
ส่วนถ้าใครอยากชมบรรยากาศ Kaikyokan แบบเต็มๆ ลองชมคลิปด้านล่างนี้ที่ผมถ่ายเก็บเอามาฝากไว้ได้เลยครับ

(อ่านตอนถัดไป ตอนที่ 2: ปั่นจักรยานเที่ยวเมือง Shimonoseki คลิกที่นี่)



ampmie152
http://ampmie152.blogspot.com

31 มีนาคม 2561

[INV027] ข้อคิดจากงานสังสรรค์ VI ประจำปี 2561 ครั้งที่ 1


งานสังสรรค์ VI ประจำปี 2561 ครั้งที่ 1: Emotional Intelligence กลยุทธ์บริหารจิตใจในภาวะตลาดผันผวน ทำพอร์ตยังไงให้สุขแบบยั่งยืน 



ผู้บรรยาย: ชิณณ์ กิตติภานุวัฒน์, ชาย มโนภาส 
ผู้ดำเนินรายการ: ภาคภูมิ ศิริหงษ์ทอง
  • เตรียมแผนการ แล้วทำตามแผนที่วางไว้จนกว่าเกมจะจบ
  • วิธีการลงทุนของพี่ชาย อาจจะไม่ได้เหมาะสมกับทุกๆคน จงหาสไตล์การลงทุนของตัวเองให้เจอ
  • เปรียบเทียบบริษัทต่างอุตสาหกรรมจาก "ประสิทธิภาพจากการใช้ทรัพยากร"
  • เมื่อผิดพลาด ทำใจให้ได้เร็ว ยอมรับความจริงได้เร็ว อย่าเสียเวลากับความเสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ให้คิดต่อว่าจะทำอย่างไร
  • เรียนรู้จากการ "เฝ้าสังเกต" นั่นคือการมีสติอยู่ตลอดเวลา สมาธิเกิดขึ้นเมื่อเราจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานๆ ไม่จำเป็นว่าต้องมานั่งสมาธิ
  • แบ่งเงินเป็น 3 ก้อนเพื่อรองรับการใช้ชีวิต
    • สำหรับปัจจัย 4 ความต้องการขั้นพื้นฐาน
    • สำหรับครอบครัว
    • สำหรับเพิ่มความมั่งคั่ง ก้อนนี้หากทำไม่ได้ก็ไม่ได้แย่อะไร แต่ถ้าทำได้ดีก็จะนำไปช่วยอีก 2 ก้อนแรกได้ 
  • หุ้นขึ้นลงตลอด ถ้าเราไม่ได้ขายมันก็ยังเรียกไม่ได้ว่าจบ มันยังไม่ได้กระทบการใช้ชีวิตเรา แต่เรากลับให้มันมากระทบจิตเราไปก่อนแล้ว
ช่วงบ่าย ถาม-ตอบกับ ดร.นิเวศน์

  • ธนาคารใหญ่ disrupt ตัวเอง ธนาคารเล็กๆไม่ค่อยโดนเพราะสัดส่วน fee น้อยอยู่แล้ว
  • ห้างและค้าปลีกยังไงก็ต้องถูก e-commerce disrupt แน่นอน ถ้ามีจุดอ่อนเพียงนิดเดียวที่จะถูก disrupt ได้ สุดท้ายมันก็จะถูก disrupt ให้เรียนรู้จาก walmart
  • พัฒนาอสังหา ภาพใหญ่จะ decline ทั้งหมด เพราะ demand จะน้อยลงเรื่อยๆ ให้ดูกลุ่มคนอายุ 28-30 เพราะเป็นวัยที่กำลังจะตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย 
  • QH ได้ discount จากการถือ 20% ใน HMPRO, ปันผลดี 6%, ส่วนธุรกิจพัฒนาอสังหาไม่ได้เก่ง เหมือนได้แถมมา
  • เครื่องสำอาง โรงแรม ไม่ดีเพราะใครมาทำก็ได้ แถมทำได้ดีกว่า
  • สนามบินถือว่าดี เพราะทำตามไม่ได้ แต่ราคาก็แพงมากเกินไป
  • mid-cap/small-cap ไปไม่ได้ไกล ไม่มี flow จากนักลงทุนต่างชาติ
  • โรงพยาบาล ระดับบนถือว่าดีพอใช้ โตไม่ได้เยอะแต่ได้เรื่อยๆ ขึ้นราคาได้แล้วไม่เสียลูกค้า แต่ระดับล่างคนจะหนีไปโรงพยาบาลรัฐฯ จริงๆคุณภาพไม่ต่าง ต่างกันที่รอคิวนาน แต่ต่อไปคนเกิดน้อยลง demand ก็จะน้อยลง
  • พลังงาน ต้องระวังเพราะธุรกิจเอื้อต่อการโกงง่าย
  • เวียดนามโตได้ดีหมดทุก sector, ไตรมาสแรก GDP +7% ภาพเหมือนไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว
  • เวียดนามคนกู้เงินน้อยมาก มีแค่ 10-20% ที่ซื้อรถซื้อบ้านแล้วต้องกู้ ประกันชีวิตก็ยังมีน้อยมากๆ


ampmie152
http://ampmie152.blogspot.com

9 มีนาคม 2561

[INV026] ข้อคิดจากการลงทุนของผม ประจำปี 2017 (2560)

กลับมาเจอกันเช่นเคยเมื่อขึ้นปีใหม่ กับการสรุปข้อคิดและผลจากการลงทุนของผมในปี 2017 ที่ผ่านมา (2560)
ก่อนอื่น มาดูผลงานกันก่อนเลย...

ผลตอบแทนตลาดโดยรวม SET TRI: 17.30%
ผลตอบแทนรวมที่ผมทำได้: 24.37%

ผลตอบแทน SET Index: 13.66%
ผลตอบแทน SET50 Index: 17.65%
ผลตอบแทน SET100 Index: 16.75%
ผลตอบแทนไม่รวมปันผลของผม: 23.02%

ปีนี้ก็กลับมาชนะตลาดได้อีกครั้ง โดยพลิกกลับมาชนะตลาดและนำห่างออกไปได้ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา

ปี 2017 เป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจอีกครั้ง ถึงจะไม่ได้มากเหมือนกับค่าเฉลี่ยของเมื่อสมัยก่อน แต่ก็ยังพิสูจน์ตัวมันเองได้ดีเมื่อเทียบกับการลงทุนทางเลือกอื่น

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับความเห็นที่ว่า "การหาโอกาสทำผลตอบแทนที่จะชนะตลาดได้เริ่มยากขึ้นกว่าแต่ก่อน" ตลาดหุ้นไทยดูจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก และเทรนด์การลงทุนผ่านกองทุนรวมก็จะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งมันก็อาจจะไม่คุ้มที่เราจะต้องทุ่มเทเวลาจำนวนมากเพื่อเฟ้นหาหุ้นดีๆที่ต่ำกว่ามูลค่าให้ได้สักตัวหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นอีกปีที่ทำให้คนที่ยังไม่เริ่มลงทุนนั้นรู้สึกเสียโอกาสไปมากพอสมควร เพราะ SET Index กำลังทดสอบจุดสูงสุดในประวัติการณ์ (ซึ่งทะลุไปแล้ว ณ เวลาที่เขียนนี้)

ผมเคยบ่นกับตัวเองและคนรอบข้างว่า ผมรู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านไป หากรู้จักและเริ่มต้นการลงทุนให้เร็วกว่านี้สัก 4-5 ปี พอร์ตของผมคงให้ผลตอบแทนที่มากกว่านี้หลายเท่าตัว
ทุกอย่างมันเป็นจริงไปตามหลักแก้ว 3 ดวง ที่ดร.นิเวศน์มักจะย้ำบ่อยๆ ยิ่งอยู่ได้นานกว่าคนอื่นก็ยิ่งได้เปรียบ ถ้าเริ่มช้ากว่าคนอื่นแถมคนธรรมดาแบบเราๆ ทำงานแบ่งเงินเดือนมาลงทุนทุกเดือน ไม่ได้มีมรดกเงินถุงเงินถังมาเริ่มต้น ก็จะยิ่งเหนื่อยหนักเป็นพิเศษที่จะต้องแสดงฝีมือทำผลตอบแทนให้ได้สูงกว่าคนทั่วไป

ต่อไปนี้คือข้อสรุปที่ผมได้เรียนรู้จากปี 2017:

1. อันที่จริงปี 2017 ที่ผ่านมาผมสังเกตว่ามีรายการเคลื่อนไหวในพอร์ตน้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อนพอสมควร อาจเป็นเพราะการปรับพอร์ตที่ทำมาอย่างต่อเนื่องเมื่อปีก่อนนั้นเพียงพอแล้ว สิ่งที่ทำก็เหลือแค่รอคอยให้มันออกผลอย่างที่เราคาดการณ์ไว้
อีกประการหนึ่งก็เพราะปี 2017 นี้ผมแทบไม่มีเวลาได้ติดตามตลาดหุ้นมากเท่ากับที่ผ่านๆมา ด้วยงานที่มากขึ้นและแบ่งเวลาไปออกกำลังกายมากขึ้น เลยไม่ได้ตามติดหรือเจาะลึกได้มากพอสมควร ก็ยังรู้สึกโชคดีในบางส่วนที่เคยใช้เวลาศึกษาธุรกิจหลายตัวในพอร์ตไปแล้ว ที่เหลือก็คือรอจังหวะที่ดีในการเก็บสะสมหุ้นเพิ่ม

2. หุ้นที่คุณภาพดีก็ยังคงเทรดที่ราคาแพงอยู่เสมอ ผมตกรถไปเยอะจนรู้สึกชินและไม่ได้คิดว่ามันแย่อะไร กลับกันคือถ้ารู้ตัวว่าตกรถ กลับต้องยิ่งศึกษาและติดตามธุรกิจมันให้มากขึ้น เพราะบางครั้งจะมีคนแห่เข้าไป อวยเข้าไป จนมันเทรดกันที่ความคาดหวังสูงมากๆ เมื่อผลประกอบการออกมาไม่ดีพอ ผู้คนก็แห่ขายทิ้ง บางทีราคาอาจลงไปลึกมากกว่าที่เราคาดการณ์ ดังนั้นถ้าทำการบ้านมาดี เราก็จะตัดสินใจได้ว่านี่คือโอกาสหรือนี่คือสิ่งที่ไม่ควรเข้าไปยุ่ง

3. กลยุทธ์ที่ผมเริ่มนำมาใช้บ่อยขึ้น คือการประเมินความเสี่ยงก่อนการทำนายการเติบโต
บ่อยครั้งที่ข่าวหรือนักวิเคราะห์ใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อทำนายความสำเร็จให้ดูน่าตื่นเต้น แต่น้อยคนที่จะประเมินมาให้ชัดว่า ณ มูลค่าปัจจุบันนี้ มันมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน อย่าลืมที่จะใส่ Margin of Safety เสมอ ทั้งในกระดาษที่เราคำนวณ และทั้งในใจของเราขณะกำลังกดปุ่ม "ซื้อ"

4. กลุ่มโรงพยาบาลและท่องเที่ยวก็ยังโตของมันได้เรื่อยๆแม้จะไม่ได้โตอะไรมาก ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายของการท่องเที่ยวยังเห็นแนวโน้มที่สูงได้เรื่อยๆเช่นเคย การเลือกลงทุนในธุรกิจที่โตไปตามเทรนด์ได้ ก็ช่วยลดความเสี่ยงไปได้เยอะกว่าการไปลุ้นกับธุรกิจที่เห็นกำไรโตเยอะๆแค่ชั่วคราวแต่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ประสบภาวะยากลำบาก

5. สำหรับธุรกิจที่ให้บริการด้านการเงิน ปีที่ผ่านมาเห็นผลการเติบโตแบบก้าวกระโดด การขยายช่องทางบริการ การเข้าถึงลูกค้าในกลุ่มใหม่ๆ การซื้อกิจการ การเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อให้เอื้อต่อการเติบโตในอนาคต การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุน การขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ เราสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้นจาก 2-3 ปีก่อนหน้านี้ สิ่งที่ต้องระวังคือการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ หรือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น บ่อยครั้งที่เราเห็นข่าวการจับมือกับ partner นอกอุตสาหกรรมเพื่อตอบโจทย์กับ lifestyle คนรุ่นใหม่มากขึ้น ทุกอย่างมาเร็วและไปเร็วกว่าที่เราคาดการณ์เสมอ

6. ส่วนหุ้นค้าปลีกที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว ก็ยังคงแสดงผลงานออกมาได้ดี ทนทาน และทิ้งห่างคู่แข่งได้เช่นเคย

สำหรับปี 2018 นี้ ผมคงจะติดตามเรื่องหุ้นในไทยได้น้อยลง เพราะเริ่มจะเข้าไปลงทุนในเวียดนามแล้ว
ความรู้สึกเหมือนได้ reset ตัวเองใหม่ มีความกลัว และมีความอยากรู้อยากเห็นไปหลายๆเรื่อง
คงต้องใช้เวลากับมันให้มากขึ้น อ่านให้เยอะขึ้น มันเหมือนเป็นอีกโลกที่ต้องมาทำความเข้าใจกันใหม่ แต่ก็สนุกดี(อันนี้สำคัญมาก)

หวังว่าปีนี้จะเป็นปีที่ผู้อ่านจะได้เริ่มต้นสิ่งดีๆไปด้วยกันนะครับ.

"เหตุผลที่เราล้มเหลวในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนไม่เก่ง เหตุผลเดียวคือเรายังฝึกฝนไม่พอ"

ampmie152
http://ampmie152.blogspot.com

13 มกราคม 2561

[TRA016] เที่ยวฮอกไกโดครั้งแรก รีวิวแบบลวกๆ ตอนที่ 3: Biei-Furano-Asahikawa-Sapporo (ตอนจบ)

เที่ยวฮอกไกโดครั้งแรก รีวิวแบบลวกๆ ตอนที่ 3: Biei-Furano-Asahikawa-Sapporo (ตอนจบ)



วันที่ 4:

Sapporo -> Asahikawa
- เราเช็คเอาท์โรงแรมแต่เช้าเพื่อเดินทางออกจาก Sapporo ไปยังเมือง Asahikawa ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทริปขับรถในครั้งนี้ หลังจากถึง Asahikawa ประมาณ 9 โมงเช้าก็นำกระเป๋าเดินทางไปฝากที่โรงแรม Washington ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสถานี สามารถแจ้งพนง.ได้เลยว่าจะเช็คอินวันพรุ่งนี้ ขอฝากกระเป๋าไว้ก่อน ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร เนื่องจากเราจัดเป้ไว้จะไปค้างที่ Furano ก่อนคืนนึง พรุ่งนี้ค่อยกลับมานอนที่นี่

- ฝากกระเป๋าเสร็จ ก็เดินข้ามมาซอยนึงก็เจอ Toyota Rent-a-car ทันที มารับรถที่จองไว้ เป็น Toyota Vitz Hybrid รถเล็กแต่ก็นั่ง 4 คนพอดีๆ เพราะสัมภาระมีแค่เป้คนละใบ

toyota vitz
Toyota Vitz Hybrid จิ๋วแต่แจ๋ว


- เช็ครถเสร็จก็ออกเดินทางทันที จุดมุ่งหมายแรกคือ...Lawson ครับ เนื่องจากโปรแกรมวันนี้เน้นขับไปเที่ยวตามทุ่งต่างๆใน Biei จึงขอแวะทานข้าวเช้าแบบเร็วๆและตุนเสบียงเอาไว้ก่อน มี Lawson ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเป็นสาขาใหญ่ มีที่จอดรถสบายมาก

Asahikawa -> Biei
- มุ่งตรงเข้าสู่ Biei แวะชมสวนดอกไม้ที่ Zerubu no oka (ぜるぶの丘) เป็นสวนขนาดไม่ใหญ่มาก มีแปลงดอกไม้หลากสี

Zerubu no oka (ぜるぶの丘)
Zerubu no oka (ぜるぶの丘)


- ขับต่อไปอีกไม่ไกล เลี้ยวเข้าสู่เส้นทาง Patchwork Road แวะจุดหมายแรกคือหอชมวิว Hokusei no oka (北西の丘展望公園) เป็นหอชมวิวรูปทรงปิรามิด ด้านล่างจะมีแปลงลาเวนเดอร์และมองเห็นทุ่งสีเขียว ถือเป็นจุดพักที่ได้รับความนิยมจากทัวร์และทัศนศึกษาเพราะเจอแต่เด็กนักเรียนทั้งนั้นเลย

Hokusei no oka (北西の丘展望公園)
Hokusei no oka (北西の丘展望公園)


- จากนั้นเราก็ตระเวณแวะถ่ายรูปกับเหล่าต้นไม้ชื่อดัง ไล่ตั้งแต่ Ken and Mary, Seven Star, Parents and Child แต่ละจุดจะมีป้ายบอกที่มาของต้นไม้ ส่วนมากจะดังมาจากการถูกใช้เป็นสถานที่โฆษณาทีวี ทุกจุดมีที่จอดรถให้

Patchwork Road Scene in Biei 1
Patchwork Road Scene in Biei

Patchwork Road Scene in Biei 2
Patchwork Road Scene in Biei

Parents and Child Trees
Parents and Child Trees


- ขับออกจากเส้นทาง Patchwork Road ออกไปทางตะวันออกของเมือง Biei เพื่อแวะทานอาหารกลางวันที่ Farm Chiyoda เมนูแนะนำคือสเต็กเนื้อและแกงกะหรี่เนื้อ มีนมขวดเล็กๆขาย ชิมแล้วอร่อยดี

Farm Chiyoda Dish
 เมนูเด็ดแห่ง Farm Chiyoda รสชาติเจ้มจ้น


- ขับต่อไปยัง Blue Pond (青い池) ไกลและคนเยอะพอสมควร แต่ก็คุ้มที่ได้มาดู มันเป็นสีฟ้าาาซะจริงๆเลย ดูแล้วสบายตาดีจัง

Blue Pond (青い池)
Blue Pond (青い池)


Biei -> Furano
- ขับรถยิงยาวลงมาทาง Furano มีเวลาเหลือพอแวะ Lavender East คือสาขาย่อยของ Tomita Farm อันโด่งดัง ที่นี่จะมีแต่ลาเวนเดอร์ล้วนๆเลย แต่ช่วงที่เราไปนี่ลาเวนเดอร์ยังไม่ค่อยบาน ก็เลยดูไม่ค่อยสวย แวะชิม lavender soft cream ก็เหมือน soft ทั่วๆไปในญี่ปุ่นแหละ เพิ่มเติมคือกลิ่นลาเวนเดอร์หอมๆ

- เนื่องจากไม่ได้สั่งจองมื้อเย็นไว้กับที่พัก เลยลองหาซุปเปอร์ใน google ดู เผื่อว่าจะซื้อของกินเข้าไป ดันไปเจอ hypermarket โดยบังเอิญ (スーパーセンターBESTOM 中富良野店) ก็เลยได้มื้อเย็นและตุนขนมกับเบียร์เพียบเลย (เบียร์เยอะและถูกมาก มี Sapporo แทบจะครบทุก edition เท่าที่จะนึกได้)

- ช้อปเสร็จก็ตรงดิ่งสู่ที่พัก เป็น hostel ที่อยู่บนเนินเขาก่อนจะเข้าสู่ตัวเมือง Furano ชื่อ Pension Ashitaya เจ้าของชื่อ จิมมี่ แกพูดภาษาอังกฤษคล่องปร๋อเลย แถมใจดีมากๆด้วย บ้านพักสวย สะอาด ห้องใหญ่ ทุกอย่างโอเคหมดเลย อาหารเช้าภรรยาของจิมมี่ซังก็เป็นคนเตรียมเอง ขนมปัง น้ำผลไม้ ทุกอย่างคือ homemade ที่แท้ทรู อร่อยมากจนรู้สึกผิดที่ไม่ได้ซื้อมื้อเย็นเอาไว้ ใครอยากได้ที่พักแถว Furano-Biei ขอแนะนำเลยว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

Pension Ashitaya, Furano
Pension Ashitaya, Furano

Pension Ashitaya Vineyard
หลังบ้านจิมมี่ซังเป็นไร่องุ่น มองเห็นวิวภูเขา Asahidake ด้วย ไม่ธรรมดาจริงๆ


วันที่ 5:

Furano -> Biei -> Asahikawa
- ทานอาหารเช้าเสร็จ ออกจากที่พักมุ่งสู่ Saika no Sato (ラベンダー園彩香の里佐々木ファーム) เป็นฟาร์มที่อยู่บนเนินเขา จุดเด่นคือจะมองเห็นวิวเป็นทุ่งกว้างๆและมีภูเขาเป็นฉากหลัง มาแต่เช้าคนแทบไม่มี ร้านขายของที่ระลึกมีสินค้าที่เกี่ยวกับลาเวนเดอร์ล้วนๆเลย

Saika no Sato (ラベンダー園彩香の里佐々木ファーム) 1
จุดชมวิวที่เห็นทุ่งลาเวนเดอร์ด้านหน้าและเมืองด้านหลัง

Saika no Sato (ラベンダー園彩香の里佐々木ファーム) 2
Saika no Sato (ラベンダー園彩香の里佐々木ファーム)


- ขับออกมาอีกไม่ไกลก็ถึงฟาร์มยอดฮิต Tomita มาเร็วไปหน่อย ดอกไม้ยังไม่ค่อยบาน คนเยอะและร้อนมากๆ ถ่ายรูปลำบากหน่อยเพราะมุมไหนก็ติดคนไปหมด เมล่อนอย่าไปกินเลย งั้นๆมาก มันฝรั่งอบเนยนี่พอได้อยู่

Farm Tomita Lavender
ลาเวนเดอร์ยังไม่บานเท่าไหร่

Farm Tomita Lavender 2
Farm Tomita

Farm Tomita Flowers
ทุ่งดอกไม้หลากสีที่ Farm Tomita


- แวะกินราเม็ง Santouka แบรนด์ดังจาก Asahikawa อร่อยดี แนะนำชิโอะราเม็ง (ไม่รู้ทำไมพอมาทำสาขาที่ไทยถึงกากลงเยอะมาก)

Santouka Ramen
Santouka Ramen อร่อยมาก


- ขับกลับ Asahikawa แวะเติมน้ำมัน เป็นครั้งแรกที่จะได้ลองเติมน้ำมันเอง ขั้นตอนหลักๆก็คือเลือกว่าจะเติมน้ำมันแบบไหน (ส่วนมากก็ Regular ให้ดูตามสี) แล้วเลือกว่าจะจ่ายยังไง (เงินสด, card) เติมเท่าไหร่ก็เลือกจำนวนเงิน หรือถ้าเต็มถังก็เลือก "มันตัน"(満タン) เติมจนเสร็จกรณีถ้ามีเงินทอนมันจะมีสลิปออกมาติดพร้อมใบเสร็จ ก็มองหาเครื่องจ่ายเงินทอน เอาบาร์โค้ดในสลิปไปส่องก็จะได้เงินทอนมา

- กลับไปคืนรถที่เดิม เป็นอันจบทริปขับรถแบบง่ายๆ จากนั้นก็เช็คอินโรงแรม Washington ห้องพักใหม่และสะอาดดี นอนพักสักแป๊ป เย็นๆก็ออกไปเดินเล่นในย่านถนนคนเดิน

- ถนนช็อปปิ้งที่นี่เดินง่ายมาก เพราะมันมีแค่นั้นแหละ อยู่ตรงข้ามสถานี เดินตรงอย่างเดียว ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านราเม็งเพียบ ห้างก็มีเป็นห้างเล็กๆ 3-4 ชั้น

- แวะกินร้านอิซากายะแถวนี้เป็นมื้อเย็น Yama no Saru (山の猿買物公園通り店) (หน้าร้านมีป้ายบอกว่ามีเมนูภาษาไทยด้วย!) เมนูมีรูป อาหารโอเคเลย อร่อยทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือในร้านจะสูบบุหรี่ได้

Yama no Saru (山の猿買物公園通り店)
ร้านอิซากายะ มีเมนูภาษาไทยและอังกฤษ


วันที่ 6:

Asahikawa
- วันนี้ช่วงเช้ามีโปรแกรมไปเที่ยวสวนสัตว์ Asahiyama Zoo เดินทางด้วยรถบัสจากป้ายที่หน้าสถานี JR Asahikawa สวนสัตว์นี้ไฮไลท์อยู่ที่หมีขาวและเพนกวิน แต่เนื่องจากเป็นหน้าร้อนก็เลยดูพวกมันค่อนข้างเก็บตัวไม่ค่อยออกมาโชว์ตัวเท่าที่ควร (ส่วนมากหมีจะเอาแต่นอน)

Asahiyama Zoo Penguin
เพนกิ้นเพนกิ้น

Asahiyama Zoo Polar Bear
หมีขาวดูคงจะร้อน


- นอกนั้นก็มีพวกแมวน้ำ กวาง แพนด้าแดงนอนห้อยหัวทั้งวัน นกฮูก หมีสีน้ำตาล ก็น่ารักดูเพลินๆดี ที่นี่เดินง่ายเพราะลักษณะจะเป็นทางเดินไปกลับลึกเข้าไปอย่างเดียว

Asahiyama Zoo Red Panda
แพนด้าแดงนอนห้อยหัว


- นั่งรถบัสกลับไปที่สถานี JR Asahikawa ไปเอากระเป๋าที่โรงแรม ระหว่างรอรถไฟกลับซัปโปโร แวะทานข้าวกลางวันที่ food court ใน Aeon Mall ติดกับสถานี ใครจะแวะช้อปปิ้งที่นี่ก็มีครบเลย ตั้งแต่ซุปเปอร์ ร้านขายขนมและของฝาก เบียร์เหล้า ข้างบนมีร้านเสื้อผ้า และ ABC Mart

Sapporo
- กลับมาที่ Sapporo อีกครั้ง คราวนี้พักที่โรงแรม Toyoko Inn สาขาตรงสี่แยก Susukino ห้องพักก็ตามมาตรฐานของ Toyoko ทั่วๆไป ที่ดีสุดคือเรื่องทำเล เพราะอยู่ห่างจากสถานี Susukino เพียงไม่กี่ก้าว มีป้ายรถบัสที่วิ่งไปสนามบินวันที่เดินทางกลับได้เลย ฝั่งตรงข้ามก็เป็นตรอกราเม็ง เฉพาะแถวนี้ก็ร้านอาหารเพียบแล้ว เดินไปหอนาฬิกา สวนโอโดริ หรือที่ทำการเก่าของเมืองซัปโปโรก็ใช้เวลาไม่นาน

Oodori Park Sapporo
สวนสาธารณะโอโดริ


- จากนี้ก็เดินเล่น แวะถ่ายรูปเก็บสถานที่สำคัญในเมืองไปเรื่อยๆ ตอนเย็นลองไปกินปูที่ภัตตาคารตรงข้ามโรงแรม ร้านนี้จะสังเกตเห็นปูตัวใหญ่อยู่บนตึก ราคาสูงหน่อย แต่คุณภาพและบริการคุ้มมาก ถ้าไม่ได้สนใจว่าจะซัดโฮกบุฟเฟ่ต์ขาปู(ซึ่งคุณภาพไม่ดีเท่านี้ และต้องจองคิวและรีบแย่งกันกินอีกด้วย) เราแนะนำว่ามากินแบบนี้สบายใจกว่าเยอะ

Oodori Park from TV Tower
สวนโอโดริจากบน TV Tower


- เพราะสั่งมาแค่อยากชิมเมนูปูให้ครบ เราเลยเผื่อพื้นที่ในท้องไว้ไปตะลุยตรอกราเม็งกันต่อ ร้านเยอะดีมีหลากหลายสไตล์ อยากจะชิมซะให้หมดแต่คงทำไม่ได้ในเวลานี้ สุดท้ายลองสุ่มเลือกเอาร้านท้ายซอยนี่แหละ เห็นคนนั่งเต็มและมีรูปดาราติดตามผนังเพียบ สั่งมิโสะราเม็งแบบเพิ่ม corn butter ชามใหญ่เช่นเคย พอกินหมดก็พบว่า...เฉยๆมาก ไม่ได้อร่อยอะไรเลย เหมือนราเม็งดาดๆทั่วๆไป (เอาเป็นว่ารสชาติต่ำกว่ามาตรฐานของราเม็งที่กินมาทั้งหมดในชีวิตเล็กน้อย) แต่ร้านอื่นก็ยังดูน่ากินอยู่ดีนะ

Ramen Alley in Sapporo
ตรอกราเม็ง


วันที่ 7:
- วันสุดท้ายก็ไม่มีอะไรมากนอกจากเดินเล่นช้อปปิ้งในเมือง ห้างก็จะกระจุกตัวอยู่แถวสถานี JR Sapporo เพียบ ขอตัดจบดื้อๆเลยละกัน

- อ่านตอนที่ 1: New Chitose, Hakodate, Sapporo คลิกที่นี่
- อ่านตอนที่ 2: Otaru, Sapporo คลิกที่นี่

ampmie152
http://ampmie152.blogspot.com

My Shutterstock Gallery

Follow me on...

Blog ของเพื่อนๆผมเองครับ :)

© 2011 AMPMIE152. ขับเคลื่อนโดย Blogger.