Donate me!

หากชอบใจบทความของผม โปรดสนับสนุนค่ากาแฟเพื่อเป็นกำลังใจนะครับ คลิกที่นี่

[INV043] ทำไมเราควรมีที่ปรึกษาทางการเงินส่วนตัว “ตั้งแต่วันแรก”?

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้เห็นโพสต์ที่คุยกันเรื่องความจำเป็นของที่ปรึกษาทางการเงินสำหรับคนที่พอร์ตไม่ใหญ่มาก (1-2 ล้านบาท)
ที่น่าตกใจคือ ในคอมเม้นนั้นส่วนมากมองว่า การมีที่ปรึกษานั้นไม่ได้ช่วยอะไร ศึกษาเองดีกว่า และหลายคนก็มองว่าที่ปรึกษามักจะหลอกล่อให้ไปซื้อกองทุนที่ค่าธรรมเนียมสูงๆ

ส่วนตัวผมเอง ในฐานะของการเป็นนักลงทุนเองมาก่อน ก่อนที่จะมาเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ก็พอจะเข้าใจความรู้สึกเหล่านี้ครับ 
สิ่งที่อยากบอกคือ การวางแผนการเงินไม่ใช่เรื่องของ “คนมีเงินเยอะ” แต่เป็นเรื่องของ “คนที่อยากใช้เงินอย่างมีระบบ” อันนี้สำคัญกว่าการพูดถึงแค่ว่าจะไปลงทุนอะไรดี?

การสร้างหรือค้นหาระบบของตัวเองให้เจอ และมี Mindset ที่ถูกต้องกับการวางแผนการเงินนั้นสำคัญมากๆ ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ทั้งในมุมผลตอบแทน ความเสี่ยง และพฤติกรรมการเงิน

ผมขอแตกเป็น 3 ประเด็นหลัก ที่คนมักเข้าใจผิด และชี้ให้เห็นว่าการมีที่ปรึกษาตั้งแต่วันแรกให้ประโยชน์อย่างไร?

...


1. ทำไมควรมีที่ปรึกษาตั้งแต่วันแรก?

เพราะ “โครงสร้าง” สำคัญกว่าจำนวนเงิน
หลายคนคิดว่าเงินก้อนเล็กยังไม่จำเป็นต้องวางแผน แต่ความจริงคือ การจัดระบบตั้งแต่ต้น เช่น
  • การตั้งเป้าหมาย (Goal-based planning)

  • การจัดสัดส่วนสินทรัพย์ (Asset Allocation)

  • การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)

  • การวางแผนภาษี (Tax Optimization)

สิ่งเหล่านี้เป็น “โครงสร้าง” ที่เมื่อวางถูกต้องตั้งแต่ต้น เงินจะเติบโตภายใต้ระบบที่ดี ไม่ใช่โตแบบสะเปะสะปะ ถ้าเริ่มผิดตั้งแต่ปีแรก ก็จะเหมือนเรายิ่งเสียเวลาและโอกาสในการลงทุนไป

ซึ่งใครที่เคยวางแผนเกษียณก็จะทราบดีว่า เวลา คือ ตัวเร่งผลตอบแทนที่ดีที่สุด

สิ่งที่ที่ปรึกษาช่วยคุณได้คือ:

  • ทำให้เริ่ม “ทันที”

  • ทำให้ไม่หลุดวินัย

  • ทำให้ไม่ตื่นตระหนกตอนตลาดผันผวน

และความผิดพลาดในช่วงต้นนั้นมีราคาแพงมากครับ จากประสบการณ์ที่ผมคุยกับลูกค้ามา ความผิดพลาดที่พบบ่อยในช่วงเริ่มต้น เช่น
  • ซื้อประกันเกินความจำเป็น หรือซื้อมาโดยที่เชื่อตัวแทนแต่ไม่ได้เข้าใจว่าแผนประกันนั้นเหมาะกับเราจริงหรือไม่?

  • ลงทุนผิดประเภทความเสี่ยง เพราะเข้าใจว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้สูง

  • ขาดเงินสำรองฉุกเฉิน แต่ข้ามไปเทรดหุ้นแล้ว

การแก้ไขภายหลังมักมีต้นทุนสูงกว่าการวางแผนให้ถูกตั้งแต่ต้นหลายเท่าครับ

...

2. ทำไมหลายคนเข้าใจผิดว่าต้อง “มีเงินเยอะก่อน”?

หลายคนยังมีภาพจำจากโลก Private Banking หลายคนเห็นบริการระดับสูงของธนาคาร เช่น UBS, Julius Baer, J.P. Morgan ซึ่งให้บริการเฉพาะลูกค้าที่มีสินทรัพย์ระดับหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาทขึ้นไป

จึงทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า “ที่ปรึกษา = สำหรับคนรวย”

แต่ในปัจจุบัน มี Business และ Revenue Model ที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้มากขึ้น เช่น

  • ที่ปรึกษาอิสระ

  • โมเดล Fee-based

  • แพลตฟอร์มดิจิทัล

สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการมีที่ปรึกษาทางการเงินนั้นต่ำลงมาก และสามารถเข้าถึงได้ตั้งแต่บาทแรก

...

3. ทำไมคนยังติดภาพว่าค่าที่ปรึกษาแพง?

เพราะยังไม่เข้าใจโครงสร้างค่าตอบแทนของที่ปรึกษา ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น
  1. Commission-based: รับค่าตอบแทนจากบริษัทผลิตภัณฑ์การเงิน

  2. Fee-based: รับค่าตอบแทนจากส่วนแบ่งค่าธรรมเนียม

  3. Fee-only: คิดค่าบริการตรงจากลูกค้า ซึ่งอาจมีทั้งรายครั้ง รายปี หรือคิดตามมูลค่าของพอร์ตลงทุน (เช่น 0.5–1% AUM ต่อปี)

ปัญหาคือ คนมักเหมารวมว่า “ต้องจ่ายแพงกว่าแน่นอน” ทั้งที่บางกรณีแทบไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากที่คุณต้องลงทุนอยู่แล้ว

อีกประเด็น คือการมองค่าธรรมเนียมแบบ “ต้นทุน” ไม่ใช่ “การลงทุน”

ถ้าที่ปรึกษาช่วยให้:

  • มองหาทางเลือกและโอกาสในการลงทุนได้ตรงกับเป้าหมายมากขึ้นกว่าเดิม

  • วางแผนลดหย่อนภาษีได้สะดวกมากขึ้น

  • หลีกเลี่ยงความเสียหายจาก panic sell ในตลาดขาลง

  • เป็นเพื่อนคู่คิดในการช่วย cross-check ข้อมูลที่ล้นมากในตลาด

ผลลัพธ์ระยะยาวอาจมากกว่าค่าธรรมเนียมหลายเท่า

งานวิจัยของ Vanguard เคยเสนอแนวคิด “Advisor Alpha” ว่าที่ปรึกษาที่ดีสามารถเพิ่มมูลค่าผลตอบแทนสุทธิให้ลูกค้าได้จากการจัดพอร์ตและบริหารพฤติกรรม

...


แล้วอะไรคือสาเหตุเชิงพฤติกรรมที่คนไม่เริ่ม?

ปัญหาอาจไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือ...

  • การเลื่อนตัดสินใจ (Procrastination)

  • กลัวถูกขายของ

  • กลัวเสียเงินฟรี

  • คิดว่าจัดการเองได้ดีกว่าจากข้อมูลที่หาได้ในโซเชียล

แต่ข้อมูล ≠ การวางกลยุทธ์
ความรู้ ≠ วินัย

อย่างที่บอกไปข้างต้น สำหรับผมแล้ว นิยามของที่ปรึกษาการเงินไม่ได้ทำหน้าที่แค่เลือกกองทุนให้
แต่ทำหน้าที่เป็น “CFO ส่วนตัว” ที่ช่วยวางกลยุทธ์ของชีวิตการเงินคุณไปตลอดทางด้วย

ในโลกการเงิน ความได้เปรียบที่แท้จริง ไม่ได้มาจากจำนวนเงินเริ่มต้นอย่างเดียว
แต่มาจาก “โครงสร้างที่แข็งแรง + เวลา + วินัย


สำหรับใครที่ยังไม่มีที่ปรึกษาทางการเงิน และอยากจะลองเริ่มต้นให้ผมช่วยวางแผนให้ สามารถกรอกแบบฟอร์มที่หน้านี้ได้เลยครับ

ampmie152
http://ampmie152.blogspot.com

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

[INV033] รีวิว 6 เดือน กับการเป็น FA ที่ Finnomena

[EAT025] รีวิว Sushiro(ซูชิโร) at CentralWorld ครั้งแรกในเมืองไทย!

[IT006] How to convert UTF-8 to ANSI ? (Thai fonts)

160