[INV043] ทำไมเราควรมีที่ปรึกษาทางการเงินส่วนตัว “ตั้งแต่วันแรก”?
การสร้างหรือค้นหาระบบของตัวเองให้เจอ และมี Mindset ที่ถูกต้องกับการวางแผนการเงินนั้นสำคัญมากๆ ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ทั้งในมุมผลตอบแทน ความเสี่ยง และพฤติกรรมการเงิน
ผมขอแตกเป็น 3 ประเด็นหลัก ที่คนมักเข้าใจผิด และชี้ให้เห็นว่าการมีที่ปรึกษาตั้งแต่วันแรกให้ประโยชน์อย่างไร?
...
การตั้งเป้าหมาย (Goal-based planning)
การจัดสัดส่วนสินทรัพย์ (Asset Allocation)
การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
การวางแผนภาษี (Tax Optimization)
สิ่งเหล่านี้เป็น “โครงสร้าง” ที่เมื่อวางถูกต้องตั้งแต่ต้น เงินจะเติบโตภายใต้ระบบที่ดี ไม่ใช่โตแบบสะเปะสะปะ ถ้าเริ่มผิดตั้งแต่ปีแรก ก็จะเหมือนเรายิ่งเสียเวลาและโอกาสในการลงทุนไป
สิ่งที่ที่ปรึกษาช่วยคุณได้คือ:
ทำให้เริ่ม “ทันที”
ทำให้ไม่หลุดวินัย
ทำให้ไม่ตื่นตระหนกตอนตลาดผันผวน
ซื้อประกันเกินความจำเป็น หรือซื้อมาโดยที่เชื่อตัวแทนแต่ไม่ได้เข้าใจว่าแผนประกันนั้นเหมาะกับเราจริงหรือไม่?
ลงทุนผิดประเภทความเสี่ยง เพราะเข้าใจว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้สูง
ขาดเงินสำรองฉุกเฉิน แต่ข้ามไปเทรดหุ้นแล้ว
การแก้ไขภายหลังมักมีต้นทุนสูงกว่าการวางแผนให้ถูกตั้งแต่ต้นหลายเท่าครับ
...
จึงทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า “ที่ปรึกษา = สำหรับคนรวย”
แต่ในปัจจุบัน มี Business และ Revenue Model ที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้มากขึ้น เช่น
ที่ปรึกษาอิสระ
โมเดล Fee-based
แพลตฟอร์มดิจิทัล
สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการมีที่ปรึกษาทางการเงินนั้นต่ำลงมาก และสามารถเข้าถึงได้ตั้งแต่บาทแรก
Commission-based: รับค่าตอบแทนจากบริษัทผลิตภัณฑ์การเงิน
Fee-based: รับค่าตอบแทนจากส่วนแบ่งค่าธรรมเนียม
Fee-only: คิดค่าบริการตรงจากลูกค้า ซึ่งอาจมีทั้งรายครั้ง รายปี หรือคิดตามมูลค่าของพอร์ตลงทุน (เช่น 0.5–1% AUM ต่อปี)
ปัญหาคือ คนมักเหมารวมว่า “ต้องจ่ายแพงกว่าแน่นอน” ทั้งที่บางกรณีแทบไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากที่คุณต้องลงทุนอยู่แล้ว
ถ้าที่ปรึกษาช่วยให้:
มองหาทางเลือกและโอกาสในการลงทุนได้ตรงกับเป้าหมายมากขึ้นกว่าเดิม
วางแผนลดหย่อนภาษีได้สะดวกมากขึ้น
หลีกเลี่ยงความเสียหายจาก panic sell ในตลาดขาลง
เป็นเพื่อนคู่คิดในการช่วย cross-check ข้อมูลที่ล้นมากในตลาด
ผลลัพธ์ระยะยาวอาจมากกว่าค่าธรรมเนียมหลายเท่า
งานวิจัยของ Vanguard เคยเสนอแนวคิด “Advisor Alpha” ว่าที่ปรึกษาที่ดีสามารถเพิ่มมูลค่าผลตอบแทนสุทธิให้ลูกค้าได้จากการจัดพอร์ตและบริหารพฤติกรรม
...
ปัญหาอาจไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือ...
การเลื่อนตัดสินใจ (Procrastination)
กลัวถูกขายของ
กลัวเสียเงินฟรี
คิดว่าจัดการเองได้ดีกว่าจากข้อมูลที่หาได้ในโซเชียล
แต่ข้อมูล ≠ การวางกลยุทธ์
ความรู้ ≠ วินัย
อย่างที่บอกไปข้างต้น สำหรับผมแล้ว นิยามของที่ปรึกษาการเงินไม่ได้ทำหน้าที่แค่เลือกกองทุนให้
แต่ทำหน้าที่เป็น “CFO ส่วนตัว” ที่ช่วยวางกลยุทธ์ของชีวิตการเงินคุณไปตลอดทางด้วย
ampmie152
http://ampmie152.blogspot.com
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น