7.7.09

[SPO001] มาเล่นแฟลกฟุตบอลกันเถอะ!

- นี่คือกีฬาที่ผมเล่นอยู่เป็นประจำ เกือบทุกวันอาทิตย์
- กีฬานี้เด็กไทยเคยไปคว้าแชมป์โลกมาได้แบบสองสมัยติดแล้ว
- ความแตกต่างทางด้านร่างกาย เพศ และวัย มีผลน้อยมากต่อการเล่นกีฬานี้
นั่นหมายความว่า "ใครก็เล่นได้ง่ายๆ"

...

เมื่อเอ่ยถึงชื่อ "แฟลกฟุตบอล (flag football)" ทีไร คุณผู้ฟังก็มักจะทำหน้างงๆ
เป็นสัญญาณให้ผมได้อธิบายต่อถึงกีฬาชนิดนี้อย่างไม่ต้องรอนาน

เอาสั้นๆ ง่ายๆเลยดีกว่า...

นี่คือ อเมริกันฟุตบอล ที่ย่อส่วนลงให้ทุกคนเล่นมันได้ง่ายขึ้นไงล่ะ!

ย่อลง...นั่นก็หมายความว่า มีขนาดเล็กพอที่เราจะสามารถจัดกลุ่มเล่นกับเพื่อนสนิทของเราได้อย่างไม่ยากเย็น
แฟลกฟุตบอลนั้นมีตั้งแต่ทีมละ 4-5 คนก็สามารถเล่นได้แล้ว

...

"เห้ย! เล่นแบบอเมริกันฟุตบอลรึ!? ไอ้คนชนคน อัดๆกันในทีวีเนี่ยนะ !?!"

"นั่นแหละ...แต่เชื่อไหมล่ะ? แฟลกฟุตบอลนั้น ดำเนินเกมในลักษณะเดียวกัน แต่ไม่มีการปะทะใดๆเลย"

...นั่นเพราะการ tackle ในแฟลกฟุตบอลนั้น ใช้วิธีการดึงสายคาดเอว (ที่เรียกว่า "ธง" หรือ "flag" )
แทนการปะทะกันให้ลงไปนอนยิ้ม (ซึ่งหมายถึงอาการบาดเจ็บที่จะตามมานั่นเอง) นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ "แฟลกฟุตบอล"

...

สำหรับวิธีการเล่นแฟลกฟุตบอลนั้น ก็เหมือนกับการสรุปใจความของอเมริกันฟุตบอลออกมา
ให้คงเหลือแต่ลักษณะของเป้าหมายในการทำคะแนน
กล่าวคือ "การพาลูกไปยังเขตบ้านเกิดของอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้" นั่นเอง
(ต่อไปผมจะเรียกเขตบ้านเกิดนี้ว่า "endzone" นะครับ)

ส่วนวิธีที่จะพาลูกไปนั้น มีอยู่สองวิธีก็คือ
1. การขว้างลูก แล้วรับลูกเข้าไปในเขต endzone
2. วิ่งถือลูกเข้าไป endzone กันดื้อๆเลยเอ้า!

โดยในการแข่งนั้น แต่ละทีมก็จะผลัดกันรุก ผลัดกันรับ
และในแต่ละครั้งที่เราเล่นทีมรุกหรือทีมรับ ก็จะมีตำแหน่งประจำของตนเอง ซึ่งก็มีหน้าที่ของแต่ละตำแหน่งที่แตกต่างกันออกไป
ฉะนั้นการจะเล่นกีฬานี้ให้ดี เรื่องของ teamwork จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
หลายครั้งที่เราเห็นในทีวี ที่มีนักอเมริกันฟุตบอลตัวถึกๆประชุมแผนกัน
ถ้าคุณลองมาเล่นแฟลกฟุตบอล คุณก็จะได้ทำเช่นนั้น
เราจะต้องวางแผนว่า จะบุกยังไง ขว้างหรือวิ่งดี
ถ้าขว้างจะให้แต่ละคนไปรับลูกตรงไหน จะหลอกทีมรับยังไง
ในทีมรับก็เช่นกัน จะรับมือยังไงกับความเจ้าเล่ห์ของทีมบุก

...

ตอนนี้ได้เห็นภาพรวมของกีฬาชนิดนี้กันไปบ้างแล้ว
ด้วยความง่ายและไม่มีความรุนแรงในการเล่นนี่แหละ ที่ทำให้กีฬาชนิดนี้
ถูกสนับสนุนให้เล่นกันได้ ทุกเพศ ทุกวัย และมีเล่นกันแล้วทั่วโลก ไม่ว่าจะอเมริกา ยุโรป เอเชีย และอื่นๆ

ผมจะไม่ขออธิบายถึงรายละเอียดทางเทคนิคมากนะครับ
แต่อยากจะขอเชิญชวนให้ทุกท่าน ลองเข้ามาเล่นกีฬาชนิดนี้ดู

หากสนใจ สามารถดาวน์โหลด กฏ กติกา วิธีการเล่น โดยละเอียดได้ ที่นี่ เลยครับ

สำหรับในบ้านเราตอนนี้ก็มี สมาคมแฟลกฟุตบอลและอเมริกันฟุตบอล ที่คอยดูแลและสนับสนุนกีฬาชนิดนี้อยู่
ซึ่งก็มีการนัดเล่นกันเป็นประจำในวันอาทิตย์
หากสนใจ อยากลองเล่นดู ก็มาเล่นด้วยกันได้เลยครับ
ไม่ว่าคุณจะเล่นเป็นหรือไม่นั้นไม่เป็นไรเลย ขอแค่สนใจก็มาได้เลย
ทุกคนเป็นมิตรและอัธยาศัยดี ยินดีสอนให้เล่นเป็นกันถ้วนหน้าครับ
(ตอนผมเริ่มเล่นครั้งแรกผมก็ไปคนเดียวโดยไม่รู้จักใครเลย)

ลองเข้าไปพูดคุยกันได้ที่ เว็บบอร์ด ของทางสมาคมฯ
ซึ่งในนี้จะพูดคุยกันเกี่ยวกับทั้งแฟลกฟุตบอล อเมริกันฟุตบอล NFL และเกมส์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง
รวมไปถึงรายละเอียดการนัดเล่นแฟลกฟุตบอลในแต่ละครั้งด้วยครับ

...

แล้วไว้เจอกันที่สนามครับ :)

14.6.09

[COM006] How to convert UTF-8 to ANSI ? (Thai fonts)

problem:
ผมบังเอิญพบปัญหานี้เข้า เมื่อตอนที่มีการใช้งาน text file ข้าม platform
คือ เอา .txt ที่เขียนจากใน windows xp ซึ่งมีเนื้อหาเป็นตัวอักษรภาษาไทย ไปเปิดใน ubuntu
โดยทาง ubuntu ก็มอง .txt นั้นเป็น executable file ไป

เมื่อเลือกให้ display ขึ้นมา ก็พบว่าข้อความทั้งหลายที่เป็นภาษาไทยนั้น กลายเป็นภาษามนุษย์ต่างดาวไปเสียแล้ว

และเมื่อต้องการที่จะกู้คืนด้วยการ save as แล้วตั้งค่า encoding ใหม่ ให้เป็น ANSI
ผลลัพธ์กลับออกมากเป็น ' ???? ' ไปเสียหมด

สำหรับใน ubuntu ลองใช้ nedit และ gedit ในการ save as ใหม่ให้เป็น encoding
แบบ TIS-620 ก็แจ้ง error มาหน้าด้านๆและไม่ยอมให้ save ไฟล์ด้วย

แล้วจะทำไงดีเนี่ย?

เผลอลบไฟล์ต้นฉบับที่อ่านได้ใน windows xp ทิ้งไปแล้วซะด้วย !?!

solution:
1. ผมเอาไฟล์ที่มีปัญหา กลับมาเปิดใน windows xp
และใช้โปรแกรม UltraEdit เปิดไฟล์เจ้าปัญหาขึ้นมา

2. จากนั้นลอง save as เปลี่ยน format ให้เป็นแบบ Unicode (ASCII Escaped)

3. ปิดไฟล์แล้ว เปิดใหม่

4. จะพบการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือภาษายังป็นมนุษย์ต่างดาวอยู่ แต่สังเกตดีๆ จะมี tag บางอย่างโผล่ขึ้นมา
เช่น \u0170 \u20AC เป็นต้น

5. save as ไฟล์ใหม่ ให้กลับมาเป็นแบบ UTF-8

6. พบว่าข้อความส่วนมากกลับมาเป็นตัวภาษาไทยแล้ว แต่จะยังมี tag คงเหลืออยู่
ซึ่งก็ยังพอกลับมาตามแก้เองได้แล้ว

...

ลองเอาไปใช้ดูครับ
ถ้าใครมีวิธีแปลงแบบที่เนียนกว่านี้ก็ลองบอกกันเข้ามาได้นะครับ.

16.5.09

[COM005] Problem with Ubuntu 9.04 - boot fail, stuck before login screen.

problem: หลังบูต ubuntu 9.04 เสร็จ หน้าจอค้างก่อนเข้าไปสู่หน้า log in

description: ปัญหานี้เกิดขึ้นกับการ์ดจอของ ati (ที่ผมใช้คือ x1300) ซึ่งเกิดจากการติดตั้ง driver ตัวใหม่มา และไม่สนับสนุนกับ ubuntu 9.04

solution:
1. เข้าโหมด recovery แล้วเลือก fix graphic ดูก่อน (เขียนไฟล์ xorg.conf)
2. ถ้ายังไม่ได้ผล ให้ reset เครื่องใหม่ เข้าโหมด recovery แล้วเข้าไปที่ root shell
3. ใส่คำสั่งดังนี้

apt-get purge xorg-driver-fglrx
apt-get autoremove
dpkg-reconfigure -phigh xserver-xorg

4. reboot

comment: ลองวิธีอื่นมาเยอะมาก มาได้ผลกับวิธีนี้ครับ.

2.5.09

[EAT002] ทำกินเองดีกว่า!...[ข้าวราดแกงกะหรี่, ไข่เจียว, กุ้งอบวุ้นเส้น]

เกริ่นนำ:
เนื่องด้วยเมื่อวานนี้เป็นวันแรงงาน ทั้งผมและคุณแฟนก็ว่างจัด และไม่รู้จะออกไปไหนกันดี
ประกอบกับสภาพอากาศอันแปรปรวนสุดๆ สุดท้ายเลยมาลงตัวที่บ้านของผมนั่นเอง
ผมจึงชวนคุณแฟนทำมื้อเที่ยงกินกันดีกว่า ว่าแล้วก็เริ่มคิดเมนูที่อยากกิน แต่ก็ยังคิดกันไม่ออก
เลยกะว่าจะไปคิดกันสดๆตอนเดินเลือกซื้อของ

เราแวะซุปเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้าน เดินไปเรื่อยๆก็เริ่มมีเมนูผุดขึ้นมาในหัว
แต่ผมชิงไหวพริบไปสั่งปลาสำลีทอดมาก่อนแล้ว (กันเหนียว ฮ่าๆ)
ส่วนที่นึกกันออกมาได้ ก็ล้วนแต่เป็นเมนูที่เน้นทำง่ายๆ กินง่ายๆ กันทั้งนั้น

...

แกงกะหรี่ - อันนี้จะเป็นเวอร์ชั่นไม่ใส่เนื้อสัตว์ เพราะผมไม่กินสัตว์บกครับ ก็ใส่แต่พวกผักที่เราชอบๆก็ได้แล้ว
ส่วนประกอบมีดังนี้

เครื่องแกงกะหรี่ก้อน 1 กล่อง - เลือกใช้ยี่ห้อตามใจชอบ อันนี้คุณแฟนเลือกให้ เป็นของ S&B บอกว่ามันถูกกว่ายี่ห้อชื่อดังที่วางข้างๆ(ฮ่าๆ) ทีแรกจะเลือกแบบเผ็ดสุด แต่ผมไม่กินเผ็ด เลยขอกลางๆไว้ก่อน
(ซึ่งพอเอามากินแล้ว ตอนท้ายก็เห็นควรด้วยกับคุณแฟนว่า วันหลังเอาแบบเผ็ดสุดมาก็ได้นะ เพราะมันไม่มีความเผ็ดเลย -*-)



มันฝรั่ง 1 ลูก
แครอท 2 หัว (เค้าเรียกหัวหรือเปล่าเนี่ย ^^")



หัวหอมใหญ่ 1/2 ลูก
แอปเปิ้ล 1 ลูก - อันนี้ผมเห็นในการ์ตูนญี่ปุ่นชอบใส่ เลยอยากลองบ้าง (ฮ่าๆ)



น้ำ ประมาณ 600 - 800 ml.

เริ่มลงมือ:
1. หั่นแครอท มันฝรั่ง หอมใหญ่ แอปเปิ้ล ขนาดพอดีคำ ใส่จานรวมกันไว้



2. ใส่น้ำมัน(ไม่ต้องเยอะ)ลงหม้อ ตั้งไฟ แล้วนำผักที่เตรียมไว้ในจานทั้งหมดลงไปผัดให้เข้ากัน



3. ผัดให้พอผักเริ่มนิ่ม แล้วค่อยใส่น้ำตามลงไป




4. ตั้งไฟปานกลาง ปิดฝา ระหว่างรอต้มให้เดือด ไปทำไข่เจียวกันก่อน


...

ไข่เจียว - คุณแฟนรีเควสมาว่าอยากกินไข่เจียว(ซึ่งปกติคุณแฟนก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทอดไข่เจียวอยู่แล้ว)
สูตรที่ชอบคือต้องใส่ผักชีด้วย ถ้าเป็นไข่เจียวตอนเช้า จะใส่นม ก็จะยิ่งทำให้ไข่นั้นนุ่มและหอมยิ่งขึ้น (แต่อันนี้มื้อเที่ยง ไม่ใส่นมละกัน ขี้เกียจ ฮ่าๆ)

ไข่ไก่ 2 ฟอง



ผักชี ตามใจชอบ

แม็กกี้ พริกไทย ตามใจชอบ


เริ่มลงมือ:
1. ตีไข่ให้ขึ้นฟอง แล้วใส่ผักชี แม็กกี้ พริกไทย ตามลงไป ตีให้เข้ากัน



2. ใส่น้ำมันลงบนกระทะ ตั้งไฟให้ร้อนแต่ไม่ต้องร้อนจัดมาก เทไข่ลงไป

3. ใช้ไฟอ่อน เอียงกระทะให้ไข่แผ่ออกทั่วๆ

4. พอไข่เริ่มจับเป็นแผ่นก็จัดการพับตามความถนัด


พับ 1



พับ 2



เรียบร้อย!



...

ย้อนกลับมาที่หม้อแกงกะหรี่ ตอนนี้เดือดปุดๆพอดี

5. ใส่เครื่องแกงกะหรี่ลงไป แล้วคนให้ละลายจนทั่ว ปิดฝาอีกทีรอเดือด



เรียบร้อย!



...

กุ้งอบวุ้นเส้น - ระหว่างที่คุณแฟนกำลังทอดไข่ ผมก็เริ่มลงมือกับกุ้งอบวุ้นเส้นบ้าง คราวนี้ทำแบบง่ายๆ
เน้นวุ้นเส้น ไม่ค่อยเน้นกุ้งครับ

วุ้นเส้น 1 ห่อ - ใช้ของต้นสนครับ เหนียวดีนะผมว่า
กุ้งสดถอดหางของซีพี 5 ตัว - ปกติผมจะใช้กุ้งก้ามกราม แต่คราวนี้เปลี่ยนมาใช้กุ้งแบบนี้ก็ทำสะดวกดีครับ
เนย 1 กล่อง - ใช้อลาวรี่แบบเค็มครับ
กระเทียม ตามใจชอบเลย
เกลือ พริกไทยดำ ซอสปรุงรส น้ำตาล น้ำมันหอย - อันนี้ต้องใช้ความสามารถกะกันเองครับ ผมก็ใส่ตามความชอบ
น้ำ - ขึ้นกับว่าชอบกินแบบไหน ถ้าชอบเส้นเหนียวๆก็ใส่น้ำน้อยหน่อย (ระวังถ้าน้อยไปจะไหม้นะครับ) ถ้าชอบเส้นนุ่มก็ใส่มากหน่อย อันนี้ไม่ซีเรียสครับ เดี๋ยวค่อยๆวัดผลเอาได้
ผักชีและต้นหอม ตามใจชอบเช่นเคย



เริ่มลงมือ:
1. นำวุ้นเส้นออกมาแช่น้ำ ให้เส้นนิ่ม
2. ทาเนยให้รอบๆชาม

3. ปอกกระเทียม หั่นแบบไม่ต้องเล็กมาก ใส่กระเทียมลงไปในชาม

4. ใส่วุ้นเส้นตามลงไป ตามด้วยกุ้ง และต้นหอมผักชี

5. ใส่เกลือ พริกไทยดำ ซอสปรุงรส น้ำตาล น้ำมันหอย ตามใจชอบ แล้วคลุกให้เข้ากัน



6. ใส่น้ำลงไป หาจานพลาสติกมาปิดชามไว้ แล้วนำเข้าเตาไมโครเวฟ ผมใช้ไฟ Medium low 15 นาทีครับ




7. ผ่านไป 10 นาที ผมเอาออกมาวัดผลกันก่อน พบว่ามันแห้งไปหน่อย และเส้นยังเหนียวอยู่มาก เลยใส่น้ำเพิ่มแล้วเวฟต่อไปครับ

เรียบร้อย!



...

ในที่สุดมื้อนี้ก็พร้อมเสริฟครับ มาดูกันอีกที พร้อมข้าวสวยร้อนๆ



มีปลาสำลีทอดเป็นตัวช่วย



ข้อเสนอแนะ:
- แกงกะหรี่ที่ออกมา พบว่าผักยังกรอบๆอยู่ ควรจะเคี่ยวต่อให้นุ่มกว่านี้ครับ ส่วนรสชาตินั้นออกมากำลังดีเลย มีความหวานและความหอมของแอปเปิ้ลอยู่ด้วย รสชาติของเครื่องแกงยี่ห้อนี้จัดว่าดีเลยครับ
- แกงกะหรี่นี่ก็รู้สึกว่าจะหนักผักมากไปหน่อยครับ ความจริงผักประมาณนี้นี่ทำหม้อใหญ่กว่านี้ได้สบายเลย แต่ถ้าชอบกินผักเยอะๆ ก็มาถูกทางแล้วครับ
- ไข่เจียว ไม่น่าทอดแค่สองฟองเลย กินไม่พอ! (ฮ่าๆ)
- กุ้งอบวุ้นเส้น ถ้าไม่รีบ แนะนำให้คลุกส่วนประกอบทั้งหมดแล้วแช่ทิ้งไว้ ให้วุ้นเส้นมีเวลาซึมซับเครื่องปรุงเข้าไปก่อนครับ


...

จบแล้วครับ สำหรับมื้อกลางวันทำเอง แบบง่ายๆ สไตล์วันหยุดฤดูร้อนครับ
สำหรับความอร่อยในครั้งนี้ ต้องยกเครดิตให้คุณแฟนผมเลยครับ ผมเป็นแค่ลูกมือและคนถ่ายรูปเท่านั้นเอง (ฮ่า)
โปรดอย่าลืมที่จะมีข้อเสนอแนะหรือติชมใดๆ เต็มที่เลยนะครับ

ขอบคุณครับ.

13.3.09

117

ไดอารีที่รัก...

วันนี้ผมอยากจะมาบอกอย่างเป็นทางการว่า
อีกประมาณ 2 สัปดาห์ ผมจะบวชแล้วนะครับ
ที่วัดราชาธิวาสฯ เป็นเวลาประมาณ 15 วัน

นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งคือ...

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือที่เราคุ้นชื่อของท่านว่า พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี
ท่านนัดผมเข้ามาที่สำนักพิมพ์อัมรินทร์ เพื่อไปรับหนังสือพร้อมซีดีที่จะแจกในงานบวช
เป็นหนังสือที่ท่านเขียนเกี่ยวกับความกตัญญู มีชื่อว่า "หนึ่งในร้อย"

ท่านกล่าวว่า การบวชก็ถือเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่
หนังสือเล่มนี้ก็พูดถึงเรื่องของความกตัญญู ที่เปรียบเสมือนความดีอันเป็นที่หนึ่งจากหลายร้อยความดี

...

เมื่อผมเดินทางไปถึงอัมรินทร์ปริ้นท์ติ้ง ผมก็ได้พบกับสถาบันวิมุตตยาลัย
ผมมองไปรอบๆห้อง
เต็มไปด้วยรูปของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ที่ท่านเคยลงหนังสือพิมพ์หรือถ่ายรายการต่างๆ
หนังสือธรรมะ และงานเขียนของท่านทุกเล่ม
ที่นี่เปรียบเสมือนที่ทำงานและโชว์รูมผลงานของท่านก็ว่าได้

และเบื้องหน้าของผม...พระอาจารย์ท่านกำลังอัดรายการทีวีอยู่

พี่เอ๋ หนึ่งในพนักงานของบริษัทที่แสนจะใจดีและต้อนรับผมและคุณแม่อย่างอบอุ่น เล่าให้ฟังว่า
ตอนนี้ท่านกำลังอัดรายการที่จะเป็นการเล่านิทานให้ฟัง แล้วมีพิธีกรที่เป็นเด็กคอยถามปัญหา
ออกอากาศตอนช่วงเช้าๆวันเสาร์

เมื่อท่าานพระอาจารย์อัดรายการเสร็จไปหนึ่งตอน ท่านก็ให้เราเข้าไปสนทนาด้วย
นอกจากนี้แล้ว ท่านยังร่วมอนุโมทนาด้วยการมอบผ้าไตรจีวรให้กับผม และย้ำว่าให้ช่วยใส่ตอนบวชด้วย
ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับมอบจากมือท่านเอง
ท่านยังขออภัยมาด้วย ที่ไม่สามารถไปร่วมงานบวชได้เพราะช่วงนั้นท่านติดภารกิจที่ซิดนีย์

...

ท่านสอนผมว่า การบวชนั้น คือการให้ความสำคัญกับสามสิ่ง

หนึ่ง ตัวเอง
เราเรียนวิชาชีพจบมาแล้ว การบวชก็เหมือนกับเราได้เรียนวิชาชีวิตต่อ
แม้จะเป็นบทเรียนสั้นๆ แต่นี่ก็คือครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราจะได้เรียนรู้วิชาชีวิตนี้
จงตั้งใจ และทำให้ดีที่สุด แม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ

สอง พ่อแม่
การบวชเฉยๆไม่ได้ถือเป็นการทดแทนคุณพ่อแม่
แต่การเป็นพระที่ดี คือการทดแทนคุณพ่อแม่
สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเราคือ ชีวิต
แล้วใครคือผู้ให้ชีวิตเรามา?
นั่นคือ...คุณพ่อ คุณแม่
การที่เรานำชีวิตเราไปทำสิ่งที่ดี เช่นการบวชนี้
นั่นก็เหมือนเป็นการทดแทนคุณ และกตัญญูต่อพ่อแม่เราด้วย

สาม พุทธศาสนา
แม้ 15 วัน จะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ
แต่มันก็ไม่สำคัญว่าระยะเวลาต้องนานเท่าไหร่
มันสำคัญที่ว่า เราตั้งใจและทำตัวอย่างไร
การที่เราได้บวชก็เหมือนเราได้เป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าคนหนึ่ง
ซึ่งเป็นผู้เผยแผ่พุทธศาสนาต่อไป
เปรียบเสมือนเทียนเล่มเล็กๆเล่มหนึ่ง ที่ได้รับการต่อมาจากเทียนเล่มใหญ่
แม้จะอยู่ได้ไม่นาน แต่มันก็มีคุณค่าในการให้แสงสว่างได้

...

หลังจบบทสนทนา ผมและคุณแม่ก็ถวายน้ำผลไม้และปัจจัยให้ท่าน ก่อนที่จะกราบลา

ขณะนั้นก็มีผู้จัดการของดาราคนหนึ่งมาติดต่อท่าน
ชายคนนั้นกล่าวว่า เขาได้ดูรายการของพระอาจารย์แล้วรู้สึกดีมากที่ทำให้คนเข้าถึงธรรมะได้ง่ายขึ้น
และยังมีผู้หญิงอีกคนมาขอเข้าพบอีกเช่นกัน
พระอาจารย์ท่านก็ยังค้างอัดรายการอยู่
จะเห็นว่าท่านมีภารกิจมากเหลือเกิน แต่ท่านก็ทำทุกอย่างด้วยรอยยิ้ม และความมุ่งมั่นมาโดยตลอด

...

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาสัมผัสถึงตัวตนของพระอาจารย์อย่างแท้จริง
ความรู้สึกนี้มันยิ่งกว่าที่เคยได้สัมผัสผ่านสื่อใดๆ

เมื่อผมรับปากท่านมาแล้ว
15 วันที่ผมบวช จะเป็น 15 วันที่คุ้มค่าที่สุดกับครั้งหนึ่งในชีวิต

ขออโหสิกรรมให้กับเพื่อนมนุษย์และสิ่งมีชีวิตผู้ร่วมทุกข์ในโลกนี้ทั้งหลาย

ไว้เจอกันหลังสึกครับ...ทุกท่าน.

5.3.09

[OTH003] No Farting!

วันนี้คุณแฟนเล่าให้ฟังว่าเจออะไรบางอย่างบนรถแท็กซี่
ด้วยไหวพริบอันรวดเร็วของเธอ จึงไม่พลาดที่จะเก็บมาให้ชมกัน
ไม่นานนักผมก็ได้รับ mms ที่มีรูปสิ่งนี้...



เข้าใจถูกแล้วครับ มันคือ "ป้ายห้ามตด" ที่ติดอยู่หลังเบาะหน้าของรถแท็กซี่

แหม...อยากรู้จริงๆ พี่คนขับเขาคิดยังไงถึงแปะไว้

1. ขำๆ ใครเห็นก็ยิ้มได้

หรือเพราะ

2. เคยมีประสบการณ์อันเลวร้ายมาแล้ว

...

จะว่าไปไอ้ป้ายนี้ก็ดังมิใช่น้อย
ผมลองไปถามอากู๋ (google) ว่า "no farting" ออกมาเพียบเลยครับ
และเป็นที่สังเกตว่า ส่วนมากป้ายของฝรั่ง คนในป้ายจะยื่นบั้นท้ายแบบเอาให้รู้เลยว่าจงใจจะตดแน่ๆ
ประมาณนี้...



มีใช้กันจริงๆนะครับ ซีเรียสนะเนี่ย!

24.2.09

116

ไดอารี่ที่รัก...

ในที่สุดโปรเจคก็จบเสียที
โปรเจคเปรียบเสมือนตัวแทนของการจบการศึกษา
ถึงแม้ว่ายังจะเหลือสอบอีกตัวหนึ่งก็ตาม

...

ช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมทุ่มเทเวลากับโปรเจคของผมมากพอสมควร
บางครั้งมันก็มากเกินไปจนเบียดเบียนเวลาในการทำอย่างอื่น
และหลายครั้ง แม้เวลามันจะไม่เบียดเบียนกัน
แต่การที่ยังรู้สึกว่าโปรเจคยังไม่เสร็จ ก็ทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงทั้งกายและใจที่จะไปทำอย่างอื่นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากมายนัก
เมื่อเราโตขึ้น เราก็รู้จักแบ่งเวลาและจัดการมันได้อย่างเป็นระบบมากกว่าแต่ก่อน

สำหรับผมแล้ว ชีวิตปี 4 นี้ดูสมดุลและเรียบง่ายที่สุดแล้ว
ผมยังมีเวลาที่จะออกกำลังกายในแต่ละสัปดาห์ได้มากกว่าปีอื่นๆ
มีเวลาหนีไปเที่ยวปายระหว่างภาคเรียน
มีเวลาซ้อมดนตรีกับเพื่อนๆสมัยมัธยมปลาย
รวมถึงมีเวลาที่จะศึกษาและทำความเข้าใจชีวิตใครสักคน :)

...

สิ่งสำคัญที่คนมักมองข้ามเมื่อเวลาทำงานหนัก ก็หนีไม่พ้นเรื่องสุขภาพ

ช่วงนี้ผมหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น
พยายามรักษาเวลาในการออกกำลังกายให้คงที่
และที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องของการบริโภค

มันเริ่มจากแรงบันดาลใจที่เห็นเด็กๆที่กินเจ กินมังสวิรัติแล้วสุขภาพแข็งแรง
เด็กๆเหล่านั้นถูกปลูกฝังมาจากพ่อแม่ที่รับประทานแบบนั้นมาก่อน
หากมีการวางแผนที่ดีในการบริโภค แม้งดเนื้อสัตว์ก็ไม่ทำให้ขาดสารอาหาร
เพราะต้องรู้จักว่าเราขาดอะไรแล้วต้องเสริมอะไร
นอกจากนี้การงดบริโภคเนื้อสัตว์ก็ทำให้ความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งลดลงมากด้วย

หลังจากเห็นตัวอย่าง และอ่านบทความมาประมาณหนึ่งผมก็เริ่มอยากทดลองตามประสาวัยสะรุ่น!

...

ผมขออนุญาตเรียกมันว่า "ชีวจิตอินเทรนด์"...คือ ชีวจิตที่เราเลือกประยุกต์ให้เหมาะกับวิถีของตนเอง

ผมเริ่มที่จะงดกินสัตว์บกมาได้ 3-4 วันแล้ว
ขอเรียกว่าเป็นรูปแบบของ "มังสวิรัติ + เนื้อปลา + อาหารทะเลอื่นบ้างในบางครั้ง" แล้วกัน
เอาง่ายๆเลยก็คือ ผมไม่ซีเรียสว่าจะต้องงดเนื้อสัตว์ทุกชนิด เพราะผมยังไม่มีความรู้ในการจัดการสารอาหารได้อย่างดีพอ
ผมจึงอนุโลมให้ตนเองสามารถกินเนื้อปลาได้ ด้วยการเล็งเห็นว่าเนื้อปลานั้นมีประโยชน์มากมาย
ส่วนอาหารทะเลอย่างอื่น เช่น กุ้ง หอย ปู ก็ยังมีอันตรายด้านคลอเรสโตรอลและกรดยูริคอยู่
จึงให้กินได้แค่บางโอกาสเท่านั้น เช่น เวลามีงานอะไรใหญ่ๆ นานๆจะกินกันที ก็กินบ้างเล็กน้อย
ส่วนอาหารที่กินเสริมอยู่เป็นประจำก็พวก นม และโยเกิร์ต

สรุปคือ ไม่สุดโต่งเกินไป เอาให้เหมาะกับวิถีชีวิตของเรา
ไม่เดือดร้อนคนอื่น ไม่เดือดร้อนตัวเรา ในการจะหาของกิน
กระทั่งหากว่าไม่มีทางเลือกในการบริโภคจริงๆ สถานการณ์บีบบังคับจะต้องกินเนื้อสัตว์ ก็ย่อมได้
ไม่ได้ถือว่าห้ามเด็ดขาดอย่างไร แต่เราก็กินน้อยๆ และพยายามเน้นไปที่ผักมากกว่า
เมื่อมื้อนั้นผ่านไปเราก็กลับสู่ระบบเราเหมือนเดิม

...

ต่อไปใครจะชวนผมไปซัดโฮกเนื้อย่างหรือหมูกระทะคงต้องคิดใหม่แล้วล่ะ :)